เยอรมันในบอลโลก

    สิ่งที่เกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงจบทัวร์นาเม้นต์ มีเกิดเรื่องที่น่าสนใจ และน่าประหลาดใจมากมาย หนึ่งในนั้นที่เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกก็คือการที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกหนนี้นั่งเอง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานกว่า 80 ปีแล้ว หลังจากที่เขาเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1934 โดยคว้าอันดับ 3 มาครองได้ แต่ปี 1938 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ทีม “อินทรีย์เหล็ก” ตกรอบแรกในฟุตบอลโลกหนนั้น และนับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาไม่เคยตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกเลย จนกระทั่งมาถึงฟุตบอลโลก 2018 นี่เอง

ทีมชาติเยอรมันถูกมองว่าเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากเป็นแชมป์เก่าจากศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล ที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด และเคยถล่มทีมชาติบราซิลในทัวร์นาเม้นต์นั้นถึง 7-1 ด้วย และศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้วพวกเขาก็ยังสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ถึงแม้โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันจะเรียกผู้เล่นชุด 2 ที่เป็นดาวรุ่งซะส่วนใหญ่ในศึกครั้งนั้นก็ตาม แต่พวกเขาก็เอาชนะคว้าแชมป์มาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก รวมถึงในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโซนยุโรป ทีมชาติเยอรมันพวกเขาก็สามารถเก็บชัยชนะได้ทุกนัดอีกด้วย ทำให้พวกเขายังเป็นเต็งแชมป์ในครั้งนี้อย่างไม่มีใครต้องสงสัย แต่ก็พอเริ่มมีเค้าลางที่ไม่ค่อยดีในช่วงปี 2018 ที่พวกเขาอุ่นเครื่องมา 3 นัดแต่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลย ทั้งเสมอทีมชาติสเปน และแพ้ให้กับทีมชาติบราซิล กับทีมชาติออสเตรียด้วย แล้วถึงมาชนะทีมชาติซาอุดิอาราเบียได้ในการอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น

และพอทัวร์นาเม้นต์เริ่ม พวกเขาต้องพบกับทีมชาติเม็กซิโก ที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมกลุ่มเลยก็ว่าได้ และพวกเขาก็โดนเกมสวนกลับของเม็กซิโกเล่นงาน จนพ่ายไป 0-1 ยังดีที่นัดต่อมาพวกเขาพลิกสถานการณ์จากการตามหลังทีมชาติสวีเดนก่อน แต่กลับมาเอาชนะได้ในช่วงท้ายเกม 2-1 จากฟรีคิกเปลี่ยนจุดของโทนี่ โครสส์ในช่วงท้ายเกม แต่นัดสุดท้ายพวกเขากลับทำงามใส้ เมื่อพ่ายให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ 0-2 และต้องตกรอบแรกในที่สุด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง รวมถึงอาจจะโทษการเรียกตัว และจัดตัวนักเตะของโยอาคิม เลิฟก็ได้

สมควรทุกประการ

   เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพตกเป็นของทีมชาติฝรั่งเศส ที่สามารถเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ในนัดชิงชนะเลิศ 4-2 โดยเล่นกันได้อย่างสนุกในระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์ที่เหนือความคาดหมายพอสมควร หากวัดจากก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากพลพรรค “ตราไก่” ถูกมองว่ายังไม่ใช่ของจริง และยังไม่นิ่งพอจากตอนที่พวกเขาผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง แต่ดันไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสคาบ้านในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งๆ ที่นัดนั้นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ บาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ต้นครึ่งแรก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถคว่ำโปรตุเกสลงได้ จนพลาดท่าแพ้ในช่วงต่อเวลาจนได้ ทำให้ฟุตบอลโลกหนนี้ถูกมองข้าม และไม่ค่อยมีใครเชื่อมือดิดิเย่ร์ เดช็องส์ด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็ค่อยถูกพูดถึงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบรรดาทีมชาติชั้นนำที่ถูกมองว่าเก่งนักเก่งหนา กับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ และไม่ดีเท่าที่คิด และต่างเริ่มทยอยตกรอบกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติเยอรมัน ที่เป็นเต็ง 2 ก่อนเริ่มรายการ จนมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พวกเขาต้องพบกับอีก 1 ทีมเต็งอย่างทีมชาติอาร์เจนติน่า แต่ด้วยปัญหาที่มากมายของทีม “ฟ้าขาว” ทั้งในเรื่องตัวกุนซือ แผนการเล่น และการจัดตัวนักเตะลงสนามที่ผิดพลาด ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะไปได้ 4-3 และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเก็บอีก 1 ทีมจากอเมริกาใต้ได้ คือเอาชนะอุรุกวัยได้ 2-0 และผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ทำให้ตอนนั้นพวกเขากลายเป็นเต็ง 1 ทันที เนื่องจากทีมชาติบราซิลก็ดันพ่ายต่อเบลเยี่ยมตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแล้ว และฝรั่งเศสก็ยังเฉือนเบลเยี่ยมอีก 1-0 ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ และนี่ก็เป็นเส้นทางของทีมแชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุด

หากมองจากรายชื่อนักเตะจะเห็นได้ว่าพวกเขามีพร้อมทุกตำแหน่ง ทั้งประสบการณ์และความสดจากดาวรุ่ง และยังมีคู่กองกลางที่แข็งแกร่งอย่างปอล ป็อกบา และเอ็นโกโล่ ก็องเต้ คอยคุมจังหวะเกม และตัวสำรองสามารถเปลี่ยนลงสนามแทนตัวจริงได้อย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งคุณภาพไม่ต่างกันมากนัก เรียกได้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เล่นได้ทั้งบู๊ และบุ๋น คือจะบุกเอาประตูก็ทำได้ดี หรือจะตั้งรับพวกเขาก็เหนียวแน่น และยังมีเกมโต้กลับที่อันตราย ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เหมาะสมกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ทุกประการ

รวมรางวัลบอลโลก

    คงทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จด้วยการเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบรางวัลส่วนตัวอื่นๆ ที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่มอบให้กับนักเตะในช่วงหลังจากที่ทีมชาติฝรั่งเศสรับถ้วยแชมป์กันไปแล้ว โดยมีรางวัลต่างๆ ดังนี้

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บอล ตกเป็นของลูก้า โมดริช กองหน้าห้องเครื่องของทีมชาติโครเอเชีย ที่ถึงแม้จะมีวัย 32 ปีแล้ว แต่เขาก็เป็นหัวใจในแดนกลางร่วมกับอีวาน ราคิติช และทำให้โครเอเชียผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าหากโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เขาน่าจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ในช่วงปลายปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับเรอัล มาดริดมาก่อนหน้านี้แล้ว

รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บูท เป็นของแฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ ที่ซัดไป 6 ประตู โดย 3 ประตูในนั้นมาจากการยิงลูกโทษ ซึ่งรอบแรกดาวยิงจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ซัดไปแล้ว 5 ประตู เนื่องจากอยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็ง เพราะมีตูนิเซีย และปานามาเป็นเพื่อนร่วมสาย ส่วนอันดับ 2 ได้แก่อองตวน กรีซมันน์ ที่ทำได้ 4 ประตู และอันดับ 3 ก็คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำได้ 4 ประตูเท่ากัน แต่จำนวนแอสซิสต์น้อยกว่ากองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส

รางวัลถุงมือทองคำหรือรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม คือธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้เด่นในรอบน็อคเอาต์ที่พบกับทีมชาติญี่ปุ่น ถึงแม้จะเสียไป 2 ประตูในเกมนั้นก็ตาม และก็มาท็อปฟอร์มในนัดที่เอาชนะทีมชาติบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเขาเซฟได้ถึง 8 เซฟในเกมนั้น

รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ตกเป็นของคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองกหน้ารุ่งของทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่เขาสามารถทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการซัดไปถึง 4 ประตู โดยนัดที่โชว์ฟอร์มได้เข้าตาที่สุดก็คือเกมที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า 4-3 ซึ่งเขาทำได้ 2 ประตู รวมถึงประตูปิดกล่องในนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้ทลายแนวรับของทั้งทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติเบลเยี่ยมด้วยความเร็วของเขา

รางวัลแฟร์ เพลย์ เป็นทีมชาติสเปนที่ได้ไป เนื่องจากทีม “กระทิงดุ” เสียใบเหลืองไปเพียง 2 ใบเท่านั้น ตลอดทัวร์นาเม้นต์ที่ลงสนามไป 4 นัด จากเคราร์ด ปิเก้ และเซร์ฆิโอ บุสเก็ตส์

อังกฤษ ก็คืออังกฤษ

    It’s coming home เป็นสโลแกนที่แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษใช้เป็นแคมเปญในการสนับสนุนและเชียร์ทีม “สิงโตคำราม” ในศึกฟุตบอลโลกคราวนี้ ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์พวกเขาไม่ได้หวังอะไรมากมายนักกับขุมกำลังในชุดนี้ที่มีแกเร็ธ เซาต์เกธ เป็นเทรนเนอร์ โดยนักเตะส่วนใหญ่ใน 23 ผู้เล่นที่ถูกเรียกติดทีมชุดนี้เป็นดาวรุ่งซะเยอะ ตามนโยบายที่เซาต์เกธถนัด และชื่นชอบ เนื่องจากเขาเคยคุมทีมชุด 21 มาก่อนหลายปี ทำให้เรียกเด็กที่เคยร่วมงานด้วยหลายคนขึ้นมาติดทีมครั้งนี้ด้วย โดยมีแฮร์รี่ เคน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นกัปตันทีม และเป็นตัวความหวังในการจบสกอร์ของทีมด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น ทีมชาติอังกฤษกลับทำให้ความหวังของแฟนบอลมีมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มด้วยการเอาชนะทีมชาติตูนิเซียในช่วงท้ายเกม ต่อด้วยถล่มทีมชาติปานามาแบบหมดรูป 6-1 ก่อนที่จะมาแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 0-1 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งแฟนบอลทีมชาติอังกฤษกลับมองว่าเป็นผลดีต่อทีมด้วยซ้ำที่ต้องตกมาอยู่อันดับ 2 ของกลุ่ม เมื่อพวกเขาสามารถหลบทีมแกร่งจากสายบน และมาอยู่สายล่างซึ่งมีเพียงทีมชาติสเปน กับทีมชาติโครเอเชียเท่านั้นที่ดูแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเล็กน้อย ถึงแม้ว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายจะต้องเจอทีมที่แข็งหน่อยอย่างทีมชาติโคลอมเบียก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านทีมจากอเมริกาใต้ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1 ซึ่งถือว่าเป็นของที่หาดูยากมากสำหรับการเอาชนะจุดโทษของทีมชาติอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขายิงจุดโทษชนะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากการเตะ 8 ครั้ง ซึ่งเหมือนเป็นการล้างอาถรรย์ได้สำเร็จ และยิ่งทำให้แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจะกลับสู่ประเทศอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ที่พวกเขาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในปี 1966

และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเขี่ยทีมชาติสวีเดนตกรอบไปอย่างง่ายดาย 2-0 แต่สุดท้ายอังกฤษ ก็คืออังกฤษอยู่วันยันค่ำ เมื่อต้องตกรอบรองชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย เพราะพลาดท่าให้กับทีมชาติโครเอเชียในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 ทั้งๆ ที่นำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ช่วง 5 นาทีแรกของเกม และสุดท้ายในนัดชิงอันดับ 3 พวกเขาก็หมดฤทธิ์ เพราะต้องแพ้ต่อทีมชาติเบลเยี่ยม 0-2 และจบทัวร์นาเม้นต์ด้วยการเป็นอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกคราวนี้เท่านั้น ซึ่งน้อยหน้าบรรดาทีมเยาวชนของชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่ต่างคว้าแชมป์โลกกันสำเร็จมาในปีล่าสุด ทั้งทีมยู 17 และยู 20

“เมสซี่” กับบอลโลก มันจบแล้ว

    ความไฝ่ฝันสูงสุดของเหล่านักฟุตบอลก็คือการที่จะได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกซักครั้งนึงในชีวิต แต่กับนักฟุตบอลชาติใหญ่ๆ อย่างทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว ก็คงจะฝันถึงการเป็นแชมป์โลกให้ได้ซักครั้งด้วย แล้วโดยเฉพาะลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์จากบาร์เซโลน่าแล้วด้วย ยิ่งต้องการเป็นแชมป์โลกอย่างยิ่ง เพื่อที่จะเป็นการการันตีว่าเขายอดเยี่ยมที่สุดในโลก เหมือนอย่างที่ดิเอโก้ มาราโดน่า รุ่นพี่ที่เป็นตำนานทีมชาติและเป็นสุดยอดนักเตะที่แฟนบอลทั่วโลกยอมรับ เนื่องจาก “เสือเตี้ย” สามารถพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1986 และยิ่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เป็นคู่เปรียบเทียบกับเขาว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในยุคนี้ได้พาทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2016 มาแล้วด้วย ยิ่งทำให้เพลย์เมคเกอร์วัย 31 ปีต้องการคว้าแชมป์โลกเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็อย่างที่ทราบกันไปแล้ว พวกเขาต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงในฟุตบอลโลก 2018 เมื่อทำได้เพียงถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น หลังจากที่พ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสไป 3-4 ซึ่งนี่อาจจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดสุดท้ายของผู้ชายที่ชื่อลิโอเนล เมสซี่แล้วด้วย ซึ่งถึงแม้ตอนนี้ดาวเตะจากบาร์เซโลน่าจะมีอายุเพียง 31 ปี ในอีก 4 ปีข้างหน้าเขาจะมีอายุ 35 ปี ซึ่งอายุก็อาจจะพอเล่นได้ก็จริง แต่เขาอาจจะไม่สุดยอดเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้ หรืออาจจะแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ได้ ซึ่งระยะเวลา 4 ปีถือว่านานทีเดียวที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่มีโอกาสไม่น้อยที่เมสซี่อาจจะตัดสินใจอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาเคยประกาศอำลาทีมชาติไปแล้วหลังจากจบศึกโกปา อเมริกาเมื่อปี 2016 หลังพ่ายจุดโทษให้กับทีมชาติชิลีในนัดชิงชนะเลิศ จนมีข่าวถึงขั้นว่าประธานาธบดีของอาร์เจนติน่าต้องไปขอร้องให้กลับมาเล่นอีกครั้ง

ด้วยสภาพร่างกาย และอายุที่มากขึ้นเรื่อย บวกกับความผิดหวังที่เขาต้องเจอกับทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด ทำให้ถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่ดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย จะประกาศอำลาทีมชาติ “ฟ้า-ขาว” อีกครั้งในเร็วๆ นี้ แล้วคราวนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนใจกลับมาเล่นอีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะเอาใครมาง้อหรือพูดโน้มน้าวก็ตาม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปบ้าง แต่ระดับทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว มีนักเตะตัวรุกระดับชั้นนำมากมายที่พอจะสามารถทดแทนเมสซี่ได้

บอลโลกที่สนุกที่สุด

  ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น ทั้งในเรื่องของความคึกคักจากสื่อต่างๆ หรือในด้านการจัดการโดยอาจจะเนื่องจากประเทศรัสเซียเป็นประเทศปิดตามสายตาของชาวโลกด้วย ทำให้ดูจะเป็นฟุตบอลโลกที่น่าจะกร่อยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยก็เป็นได้ รวมถึงจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตัดสิน ซึ่งก็คือ VAR Video Assistant Refferee นั่นเอง ซึ่งถึงแม้จะมีการทดลองใช้ตามลีกต่างๆ มาบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ และมีข้อถกเถียงมากมาย แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ทำการบ้านมาได้อย่างยอดเยี่ยม แก้ปัญหาในคำวิจารณ์ต่างๆ มาได้อย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของ VAR ที่ตอนแรกถูกมองว่าจะทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลหมดไป และจะทำให้เสียเวลามากต่อการดู 1 ครั้ง แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อฟุตบอลโลกคราวนี้ ถูกมองว่าเป็นฟุตบอลโลกที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่มีการแข่งขันมาเลยก็ว่าได้ เพราะฟุตบอลโลกหนนี้มีการทำประตูได้อย่างมากมาย รวมถึงมีการตัดสินที่ดูจะเป็นธรรมขึ้น และไม่ค่อยมีข้อครหาหลังจบเกมเหมือนดั่งฟุตบอลโลกคราวก่อนๆ

คนที่ผ่านการรับชมฟุตบอลโลกมาหลายสมัย อาจจะมองว่าอาจจะมีฟุตบอลโลกคราวอื่นที่อาจจะยังอยู่ในความทรงจำมากกว่า หรืออาจจะคลาสสิก และมีคุณภาพมากกว่า แต่หากไม่มีอคติกันน่าจะมีความคิดเห็นคล้ายๆ กันว่าฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพหนนี้น่าจะเป็นฟุตบอลโลกที่สนุก และเอ็นเตอร์เทนมากที่สุดแล้ว ซึ่งฟุตบอลโลกครั้งนี้มีทั้งความดราม่าแทบทุกเกม รวมถึงการทำประตูในช่วงท้ายเกม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย รวมถึงเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็น เช่นการที่ทีมชาติเยอรมันตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมยังพ่ายให้กับเกาหลีใต้ถึง 0-2 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มอีกด้วย รวมถึง 2 ดาวเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในโลกของยุคอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ก็ได้รับความสนใจด้วย แต่ต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งคนหนึ่งทำแฮตทริคใส่ทีมชาติสเปนได้ตั้งแต่นัดแรก ส่วนอีกคนหนึ่งกลับต้องเป็นเดอะ แบก เพื่อพาทีมอาร์เจนติน่าผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจ รวมถึงสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละแมตช์อีกด้วย ซึ่งฟุตบอลโลกหนนี้แทบจะมีประตูเกิดขึ้นทุกนัด ยกเว้นนัดที่ทีมชาติฝรั่งเศส เสมอกับทีมชาติเดนมาร์ก  0-0 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น