เจ้าภาพอาจเปลี่ยน

    จากที่ตอนแรกที่ได้มีการโหวตไปแล้วว่าเจ้าภาพที่จะรับจัดการแข่งขันศึกฟุตอบโลกต่อจากประเทศรัสเวียในปี 2022 หรืออีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นประเทศกาต้าร์ ที่เอาชนะการโหวตไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปีก่อน แต่เมื่อล่าสุดเหมือนจะมีข่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ เนื่องจากได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นว่าเหมือนจะมีการโหวตที่ผิดกฏระเบียบของทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าด้วย ซึ่งหากมีการตรวจสอบว่าทางประเทศกาต้าร์มีความผิดในการล็อบบี้ผลโหวตจริง อาจจะทำให้พวกเขาต้องถูกริบสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งหน้าทันที และจะเป็นประเทศอังกฤษที่ได้ส้มหล่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแทน โดยกาต้าร์ผ่านการลงคะแนนรอบต่างๆ ในการบิดเลือกเจ้าภาพด้วยคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม และสามารถเอาชนะประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในรอบสุดท้ายด้วยคะแนนเสียง 14 ต่อ 8 คะแนน ซึ่งถือเป็นประเทศจากทวีปเอเชียประเทศแรกที่จะได้จัดฟุตบอลโลกแบบเต็มตัวเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประเทศจากทวีปเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพคือตอนปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกัน

โดยทางประเทศกาต้าร์ได้วางแผนว่าจะใช้เมืองใหญ่ในการจัดการแข่งขัน และทำการสร้างสนามใหม่ทั้งหมด ซึ่งเสร็จไปเกือบจะหมดแล้วด้วย โดยแต่ละสนามมีความจุไม่ต่ำกว่า 40,000 ที่นั่งทุกสนาม  ซึ่งตอนแรกมีแนวคิดต่อต้านการจัดการแข่งขันที่ประเทศกาต้าร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย ทำให้เกรงว่าจะมีอากาศที่ร้อนมาก และอาจจะเป็นอันตรายต่อนักฟุตบอลได้ ซึ่งทางกาต้าร์เตรียมการโดยการติดเครื่องปรับอากาศในทุกสนามการแข่งขันเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าพวกเขายอมทำทุกทางที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันให้ได้ ไม่ว่าจะเสียงบประมาณไปเท่าไหร่ก็ตาม และเหมือนว่าหากจะต้องจัดการแข่งขันที่กาต้าร์จริง จะต้องมาเตะกันในช่วงเดือนพฤศจิการยนด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกต่างๆ ในยุโรปได้ทำการแข่งขันไปแล้วทั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องสภาพอากาศ และอาจจะต้องมีการพักเบรคลีกกลางคัน ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ประเทศอื่นเป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดการแข่งขันในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกในทวีปยุโรปได้ปิดฤดูกาลกันไปหมดแล้ว ทำให้ไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่ปกติการจัดการแข่งขันในช่วงเดือนมิถุนายน ชาติจากเอเชียก็มีผลกระทบเช่นกัน เพราะเป็นช่วงที่ลีกใหญ่ๆ ในเอเชียอย่าง เจ ลีก ได้ทำการเตะกันไปแล้วครึ่งฤดูกาลด้วยซ้ำ ทำให้อาจจะมองได้สองมุม ซึ่งอาจจะต้องเป็นเวลาที่เสียสละของลีกจากยุโรปบ้างแล้ว ที่จะต้องมีการเบรคกลางคันเพื่อทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก

เสียดายแทนอุรุกวัย

    ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าน่าเสียดายแทนทีมชาติอุรุกวัยเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ด้วยการเก็บชัยชนะได้ทั้ง 3 นัดในรอบแรก จากการเอาชนะทีมชาติอิยิปต์ในนัดแรก 1-0 จากการโขกประตูชัยของโฮเซ่ คิมิเนซ ปราการหลังดาวรุ่งของทีม และนัดที่ 2 ก็เฉือนเอาชนะซาอุดิอาราเบียมาได้อีก 1-0 จากการทำประตูของหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวเก่งของทีม และนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มที่พวกเขาเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม และเอาชนะทีมชาติรัสเซียไปอย่างขาดลอย 3-0 โดยทั้งหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่ คู่กองหน้าระดับพระกาฬของทีมสามารถทำประตูได้ทั้งคู่ ทำให้ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเอ และไขว้ไปพบกับทีมชาติโปรตุเกสที่จบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มบี ซึ่งพวกเขาก็เริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการออกนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่หลุยส์ ซัวเรซเปิดให้กาวานี่โหม่งเข้าไป หลังจากนั้นก็ถูกเปเป้ กองหลังโปรตุเกสตีเสมอ 1-1 ซึ่งถือเป็นประตูแรกที่ทีมชาติอุรุกวัยเสียในฟุตบอลโลกด้วย แต่สุดท้ายเป็นเอดินสัน กาวานี่ที่มาทำประตูชัยให้ทีมได้สำเร็จ แต่กองหน้าวัย 31 ปีดันได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนัดนี้ด้วย

จากการเอาชนะทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้ารอบมาได้ ทำให้อุรุกวัยเก็บชัยชนะได้ทั้ง 7 นัดในการลงแข่งปี 2018 และไปพบกับทีมชาติฝรั่งเศสโดยเสียประตูในปี 2018 เพียงลูกเดียวจากเปเป้นัดก่อนหน้านี้เท่านั้น ทำให้พวกเขามีความมั่นใจทีเดียว แต่ว่าสิ่งสำคัญคือพวกเขาขาดเอดินสัน กาวานี่ กองหน้าตัวเก่งจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่บาดเจ็บจนไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมนั้นด้วยซ้ำ และเป็นคริสเตียน สตัวนี่ลงมาเล่นแทน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ สุดท้ายจึงฟ่ายไป 0-2 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย และน่าจะเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของออสก้าร์ วอชิงตัน ตาบาเรซ กุนซือที่มีอายุ 71 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมากเพราะเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบปีของอุรุกวัย แต่กลับต้องตกรอบในที่สุด โดยนัดต่อไปของทีมชาติอุรุกวัยคือในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ที่จะเป็นเกมอุ่นเครื่องพบกับทีมชาติเม็กซิโกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ และก็อุ่นเครื่องกับทีมชาติบราซิลในวันที่ 11 กันยายนนี้ โดยจุดแข็งของทีมชาติอุรุกวัยยุคนี้ก็คือการมีกองหน้าระดับเทพอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่เป็นทีเด็ดในแดนหน้า

11 ผู้เล่นยอดเยียมฟุตบอลโลก 2018

    ทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ้าได้มอบรางวัลต่างๆ ให้กับนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศจบลงแล้ว และก็พึ่งประกาศประตูสุดสวยประจำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาที่ให้แฟนบอลทั่วโลกได้โหวตกัน โดยตกเป็นของแบ็งจาแม็ง ปาวาร์ แบ็คขวาฝรั่งเศสที่ยิงใส่ทีมชาติอาร์เจนติน่าในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ไม่ได้ประกาศ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมในทัวร์นาเม้นต์นี้แต่อย่างใด แต่หากจะให้จัด 11 ผู้เล่นประจำทัวร์นาเม้นต์ตามความเห็นของตัวเองคงออกมาแบบนี้ในระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : ธิบอต์ กูร์ตัวส์ รอบแรกแทบไม่ได้ออกแรงอะไร แต่รอบ 2 กลับต้องเซฟพัลวัน ทั้งนัดกับทีมชาติญี่ปุ่น และโดยเฉพาะกับทีมชาติบราซิล ที่กดไป 8 เซฟ

แบ็คขวา : คีแรน ทริปเปียร์ ตัวเตะลูกนิ่งของทีมชาติอังกฤษที่แม่นยำเหมือนจับวาง ส่วนจังหวะโอเพ่น เพลย์ก็ทำได้ดีไม่มีผิดพลาดอะไร

แบ็คซ้าย : ลูก้าส์ เอร์นานเดส แบ็คซ้ายฝรั่งเศสที่เล่นรับได้เหนียวแน่น และเล่นเกมรุกในจังหวะที่ถูกที่ควร

เซ็นเตอร์ : ราฟาเอล วาราน แข็งแกร่งทั้งการอ่านเกม และลูกกลางอากาศ รวมถึงขึ้นมาโขกประตูสำคัญให้ทีมออกนำอุรุกวัย 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย

เซ้นเตอร์ : โดมากอย วิด้า : ปราการหลังโครเอเชียวัย 29 ปี ตัดจังหวะสำคัญๆ ช่วยทีมชาติไว้ได้หมด ถึงแม้บางจังหวะเหมือนจะดูเพลี่ยงพล้ำ แต่ก็จัดการได้ตลอด

กองกลาง : ลูก้า โมดริช แน่นอนว่าต้องมีชื่อติดทีม เพราะเป็นถึงนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ และวิ่งได้ตลอด 120 นาที ถึงแม้จะอายุ 32 ปีแล้ว

กองกลาง : ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เป็นนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของทีมชาติบราซิลในฟุตบอลโลกหนนี้ และมีแอสซิสต์ส่งให้เพื่อนทำประตูหลายครั้ง ซึ่งโดดเด่นกว่าเนย์มาร์ด้วยซ้ำ ในด้านคุณภาพของเกม

กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ตัวตัดเกมให้ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งดักบอลก่อนถึงกองหลังได้หมด และเป็นคนที่ทำให้ปอล ป็อกบาเล่นง่าย จนฟอร์มโดดเด่นในทัวร์นาเม้นต์นี้

กองหน้า : คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ แถมซัดไปถึง 4 ประตู และป่วนกองหลังคู่แข่งได้ตลอด ด้วยความเร็วในการลากเลื้อย และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้บ่อยครั้ง

กองหน้า : มาริโอ มานด์ซูคิช ยิงประตูในนัดสำคัญได้ตลอด และเล่นเป็นระบบกับเพื่อนร่วมทีมได้ดี

กองหน้า : เอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมที่โชว์ฟอร์มโดดเด่น และช่วยทีมคว้าอันดับ 3

ราฟาเอล มาร์เกซ ธรรมดาโลกไม่จำ

    ราฟาเอล มาร์เกซ ดาวเตะทีมชาติเม็กซิโก วัย 39 ปี ถือว่าเป็นนักเตะที่ฝีเท้าก็ไม่โดดเด่นมากนัก แต่กลับกลายเป็นนักเตะเม็กซิโกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว และแถมในศึกฟุตบอลโลกล่าสุดที่ประเทศรัสเซีย เขาก็ได้กลายเป็นนักเตะคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 5 สมัยด้วยกัน ซึ่งเคยมีอันโตนิโอ คาร์บาฆาล อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเม็กซิโก และโลธ่าร์ มัตเธอุส ลิเบโร่ของทีมชาติเยอรมันที่เคยได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 5 สมัยเช่นกัน และยังเคยช่วยให้ทีมชาติเม็กซิโกคว้าแชมป์หลายรายการ ทั้งศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ เมื่อปี 1999 คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ 2 สมัย ในปี 2003 และปี 2011 อีกด้วย และล่าสุดได้ประกาศอำลาทีมชาติเม็กซิโกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่ยังไม่รวมความสำเร็จในนามสโมสรในช่วงที่ค้าแข้งกับบาร์เซโลน่า ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 2 สมัย และแชมป์ลา ลีก้า สเปนอีก 4 สมัยด้วยกัน ซึ่งช่วงนั้นถือว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว โดยเขายืนจับคู่เป็นปราการหลังตัวกลางกับการ์เลส ปูโยล ปราการหลังกัปตันทีมชาติสเปน ซึ่งเล่นร่วมกันได้อย่างแข็งแกร่ง ตลอด 7 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นู ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดในอาชีพการเล่นของดาวเตะรูปหล่อรายนี้เลยก็ว่าได้ และเขาน่าจะประกาศแขวนสตั๊ดในเร็ววันนี้ด้วย ซึ่งเขาถูกยกย่องว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่เม็กซิโกเคยมีมา และเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทีมชาติเม็กซิโกด้วย โดยมีสถิติการลงสนามในนามทีมชาติ 146 นัด โดยเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สดอันดับ 3 ของทีมชาติเม็กซิโก  และทำได้ 19 ประตู

ปัจจุบัน ราฟาเอล มาร์เกซ ในวัย 39 ปี ยังคงค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศเม็กซิโก กับแอตลาส ซึ่งเขายังเป็นตัวหลักของทีมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีน้อยมากที่นักเตะอายุเกือบ 40 ปีที่ไม่ใช่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะยังคงเป็นตัวหลักให้กับทีมในลีกสูงสุดอยู่ โดยเขาเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้มีสปีดที่รวดเร็วมาแต่ไหนแต่ไร และมีการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ทำให้ยังสามารถเล่นได้ด้วยอายุ 39 ปี ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาของดาวเตะหน้าหล่อปานพระเอกหนังรายนี้คงยากที่จะมีนักเตะเม็กซิกันรายไหนจะมามีความสำเร็จมากกว่าเขาได้ ขนาดฮาเวียร์ เอร์นานเดส ที่เคยค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แค่เพียงแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยเท่านั้น แต่ไม่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้

โครเอเชียมาไกลแล้ว

    หากให้คนทายผลคู่ชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ จากหนึ่งร้อยคนอาจจะไม่มีคนตอบว่าเป็นทีมชาติโครเอเชียที่จะได้เข้าชิงชนะเลิศเลยก็ได้ ซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถึงแม้ทีมชาติโครเอเชียจะได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นประจำก็ตาม แต่พวกเขาก็มาได้ไม่ไกลจนถึงนัดชิงชนะเลิศเหมือนอย่างปีนี้ โดยฟุตบอลโลกฟร็องค์ 98 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทีม “ตราหมากรุก” ก็เกือบได้เข้าชิงชนะเลิศ แต่ต้องพ่ายทีมเจ้าภาพอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน และสุดท้ายก็ได้อันดับ 3 มาครองด้วยการเอาชนะทีมชาติฮอลแลนด์ 3-1 ซึ่งในยุคนั้นโครเอเชียมีดาวอร์ ซูเคอร์ เป็นดาวยิงประจำทีม และปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมฟุตบอลโครเอเชียอยู่ด้วย

ทีมชาติโครเอเชียชุดนี้เต็มไปด้วยนักเตะมากประสบการณ์อยู่ในทีม ถึงแม้จะขาดดาริโอ เซอร์น่า แบ็คขวาตัวเก๋าที่ประกาศรีไทร์จากการเล่นให้ทีมชาติหลังตกรอบฟุตบอลยูโรเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และปลอกแขนกัปตันทีมจึงตกมาอยู่กับลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์วัย 32 ปีแทน และนักเตะส่วนใหญ่ก็มาจากชุดยูโร 2016 นั่นเอง ซึ่ง 11 ตัวจริงแทบจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย โดยเปลี่ยนเพียงแบ็คขวาจากดาริโอ เซอร์น่าเป็นซิเม เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาจากแอตเลติโก มาดริด ที่ได้โอกาสเป็นตัวจริงแทน ทำให้รูปแบบการเล่นยังคงต่อเนื่องจากทัวร์นาเม้นต์ก่อนๆ โดยคู่กองกลางของโครเอเชียอย่างโมดริช และอีวาน ราคิติช ถือว่าเล่นได้อย่างสุดยอดในฟุตบอลโลกหนนี้ ส่วนแนวรุกยังมีมาริโอ มานด์ซูคิชเป็นกองหน้าตัวเป้าเช่นเดิม และตัวริมเส้นมีอีวาน เปริซิช และอันเต เรบิช เป็นตัวทะลุทะลวง ซึ่งพวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแรก ด้วยการเอาชนะไนจีเรีย 2-0 อาร์เจนติน่า 3-0 และไอซ์แลนด์ 2-1 และผ่านเข้ารอบไปพบทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งโครเอเชียดวลจุดโทษชนะไป เช่นเดียวกับรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ก็เอาชนะทีมชาติรัสเซียด้วยการดวลจุดโทษเช่นกัน

รอบรองชนะเลิศถึงแม้จะถูกทีมชาติอังกฤษออกนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม แต่พวกเขาก็ค่อยๆ กลับมาได้สำเร็จ โดยการเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาจากประตูชัยของมาริโอ มานด์ซูคิช และผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ถึงแม้จะเข้าไปพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 2-4 ก็ตาม แต่เท่านี้ก็ถือว่าทีมชาติโครเอเชียมาได้ไกลกว่าที่ตั้งเป้าไว้มาก และพวกเขายังมีโอกาสต่อยอดได้อีกในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้า

เยอรมันในบอลโลก

    สิ่งที่เกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงจบทัวร์นาเม้นต์ มีเกิดเรื่องที่น่าสนใจ และน่าประหลาดใจมากมาย หนึ่งในนั้นที่เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกก็คือการที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกหนนี้นั่งเอง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานกว่า 80 ปีแล้ว หลังจากที่เขาเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1934 โดยคว้าอันดับ 3 มาครองได้ แต่ปี 1938 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ทีม “อินทรีย์เหล็ก” ตกรอบแรกในฟุตบอลโลกหนนั้น และนับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาไม่เคยตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกเลย จนกระทั่งมาถึงฟุตบอลโลก 2018 นี่เอง

ทีมชาติเยอรมันถูกมองว่าเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากเป็นแชมป์เก่าจากศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล ที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด และเคยถล่มทีมชาติบราซิลในทัวร์นาเม้นต์นั้นถึง 7-1 ด้วย และศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้วพวกเขาก็ยังสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ถึงแม้โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันจะเรียกผู้เล่นชุด 2 ที่เป็นดาวรุ่งซะส่วนใหญ่ในศึกครั้งนั้นก็ตาม แต่พวกเขาก็เอาชนะคว้าแชมป์มาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก รวมถึงในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโซนยุโรป ทีมชาติเยอรมันพวกเขาก็สามารถเก็บชัยชนะได้ทุกนัดอีกด้วย ทำให้พวกเขายังเป็นเต็งแชมป์ในครั้งนี้อย่างไม่มีใครต้องสงสัย แต่ก็พอเริ่มมีเค้าลางที่ไม่ค่อยดีในช่วงปี 2018 ที่พวกเขาอุ่นเครื่องมา 3 นัดแต่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลย ทั้งเสมอทีมชาติสเปน และแพ้ให้กับทีมชาติบราซิล กับทีมชาติออสเตรียด้วย แล้วถึงมาชนะทีมชาติซาอุดิอาราเบียได้ในการอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น

และพอทัวร์นาเม้นต์เริ่ม พวกเขาต้องพบกับทีมชาติเม็กซิโก ที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมกลุ่มเลยก็ว่าได้ และพวกเขาก็โดนเกมสวนกลับของเม็กซิโกเล่นงาน จนพ่ายไป 0-1 ยังดีที่นัดต่อมาพวกเขาพลิกสถานการณ์จากการตามหลังทีมชาติสวีเดนก่อน แต่กลับมาเอาชนะได้ในช่วงท้ายเกม 2-1 จากฟรีคิกเปลี่ยนจุดของโทนี่ โครสส์ในช่วงท้ายเกม แต่นัดสุดท้ายพวกเขากลับทำงามใส้ เมื่อพ่ายให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ 0-2 และต้องตกรอบแรกในที่สุด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง รวมถึงอาจจะโทษการเรียกตัว และจัดตัวนักเตะของโยอาคิม เลิฟก็ได้

สมควรทุกประการ

   เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพตกเป็นของทีมชาติฝรั่งเศส ที่สามารถเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ในนัดชิงชนะเลิศ 4-2 โดยเล่นกันได้อย่างสนุกในระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์ที่เหนือความคาดหมายพอสมควร หากวัดจากก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากพลพรรค “ตราไก่” ถูกมองว่ายังไม่ใช่ของจริง และยังไม่นิ่งพอจากตอนที่พวกเขาผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง แต่ดันไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสคาบ้านในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งๆ ที่นัดนั้นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ บาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ต้นครึ่งแรก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถคว่ำโปรตุเกสลงได้ จนพลาดท่าแพ้ในช่วงต่อเวลาจนได้ ทำให้ฟุตบอลโลกหนนี้ถูกมองข้าม และไม่ค่อยมีใครเชื่อมือดิดิเย่ร์ เดช็องส์ด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็ค่อยถูกพูดถึงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบรรดาทีมชาติชั้นนำที่ถูกมองว่าเก่งนักเก่งหนา กับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ และไม่ดีเท่าที่คิด และต่างเริ่มทยอยตกรอบกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติเยอรมัน ที่เป็นเต็ง 2 ก่อนเริ่มรายการ จนมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พวกเขาต้องพบกับอีก 1 ทีมเต็งอย่างทีมชาติอาร์เจนติน่า แต่ด้วยปัญหาที่มากมายของทีม “ฟ้าขาว” ทั้งในเรื่องตัวกุนซือ แผนการเล่น และการจัดตัวนักเตะลงสนามที่ผิดพลาด ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะไปได้ 4-3 และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเก็บอีก 1 ทีมจากอเมริกาใต้ได้ คือเอาชนะอุรุกวัยได้ 2-0 และผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ทำให้ตอนนั้นพวกเขากลายเป็นเต็ง 1 ทันที เนื่องจากทีมชาติบราซิลก็ดันพ่ายต่อเบลเยี่ยมตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแล้ว และฝรั่งเศสก็ยังเฉือนเบลเยี่ยมอีก 1-0 ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ และนี่ก็เป็นเส้นทางของทีมแชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุด

หากมองจากรายชื่อนักเตะจะเห็นได้ว่าพวกเขามีพร้อมทุกตำแหน่ง ทั้งประสบการณ์และความสดจากดาวรุ่ง และยังมีคู่กองกลางที่แข็งแกร่งอย่างปอล ป็อกบา และเอ็นโกโล่ ก็องเต้ คอยคุมจังหวะเกม และตัวสำรองสามารถเปลี่ยนลงสนามแทนตัวจริงได้อย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งคุณภาพไม่ต่างกันมากนัก เรียกได้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เล่นได้ทั้งบู๊ และบุ๋น คือจะบุกเอาประตูก็ทำได้ดี หรือจะตั้งรับพวกเขาก็เหนียวแน่น และยังมีเกมโต้กลับที่อันตราย ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เหมาะสมกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ทุกประการ

รวมรางวัลบอลโลก

    คงทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จด้วยการเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบรางวัลส่วนตัวอื่นๆ ที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่มอบให้กับนักเตะในช่วงหลังจากที่ทีมชาติฝรั่งเศสรับถ้วยแชมป์กันไปแล้ว โดยมีรางวัลต่างๆ ดังนี้

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บอล ตกเป็นของลูก้า โมดริช กองหน้าห้องเครื่องของทีมชาติโครเอเชีย ที่ถึงแม้จะมีวัย 32 ปีแล้ว แต่เขาก็เป็นหัวใจในแดนกลางร่วมกับอีวาน ราคิติช และทำให้โครเอเชียผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าหากโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เขาน่าจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ในช่วงปลายปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับเรอัล มาดริดมาก่อนหน้านี้แล้ว

รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บูท เป็นของแฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ ที่ซัดไป 6 ประตู โดย 3 ประตูในนั้นมาจากการยิงลูกโทษ ซึ่งรอบแรกดาวยิงจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ซัดไปแล้ว 5 ประตู เนื่องจากอยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็ง เพราะมีตูนิเซีย และปานามาเป็นเพื่อนร่วมสาย ส่วนอันดับ 2 ได้แก่อองตวน กรีซมันน์ ที่ทำได้ 4 ประตู และอันดับ 3 ก็คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำได้ 4 ประตูเท่ากัน แต่จำนวนแอสซิสต์น้อยกว่ากองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส

รางวัลถุงมือทองคำหรือรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม คือธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้เด่นในรอบน็อคเอาต์ที่พบกับทีมชาติญี่ปุ่น ถึงแม้จะเสียไป 2 ประตูในเกมนั้นก็ตาม และก็มาท็อปฟอร์มในนัดที่เอาชนะทีมชาติบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเขาเซฟได้ถึง 8 เซฟในเกมนั้น

รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ตกเป็นของคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองกหน้ารุ่งของทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่เขาสามารถทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการซัดไปถึง 4 ประตู โดยนัดที่โชว์ฟอร์มได้เข้าตาที่สุดก็คือเกมที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า 4-3 ซึ่งเขาทำได้ 2 ประตู รวมถึงประตูปิดกล่องในนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้ทลายแนวรับของทั้งทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติเบลเยี่ยมด้วยความเร็วของเขา

รางวัลแฟร์ เพลย์ เป็นทีมชาติสเปนที่ได้ไป เนื่องจากทีม “กระทิงดุ” เสียใบเหลืองไปเพียง 2 ใบเท่านั้น ตลอดทัวร์นาเม้นต์ที่ลงสนามไป 4 นัด จากเคราร์ด ปิเก้ และเซร์ฆิโอ บุสเก็ตส์

อังกฤษ ก็คืออังกฤษ

    It’s coming home เป็นสโลแกนที่แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษใช้เป็นแคมเปญในการสนับสนุนและเชียร์ทีม “สิงโตคำราม” ในศึกฟุตบอลโลกคราวนี้ ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์พวกเขาไม่ได้หวังอะไรมากมายนักกับขุมกำลังในชุดนี้ที่มีแกเร็ธ เซาต์เกธ เป็นเทรนเนอร์ โดยนักเตะส่วนใหญ่ใน 23 ผู้เล่นที่ถูกเรียกติดทีมชุดนี้เป็นดาวรุ่งซะเยอะ ตามนโยบายที่เซาต์เกธถนัด และชื่นชอบ เนื่องจากเขาเคยคุมทีมชุด 21 มาก่อนหลายปี ทำให้เรียกเด็กที่เคยร่วมงานด้วยหลายคนขึ้นมาติดทีมครั้งนี้ด้วย โดยมีแฮร์รี่ เคน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นกัปตันทีม และเป็นตัวความหวังในการจบสกอร์ของทีมด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น ทีมชาติอังกฤษกลับทำให้ความหวังของแฟนบอลมีมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มด้วยการเอาชนะทีมชาติตูนิเซียในช่วงท้ายเกม ต่อด้วยถล่มทีมชาติปานามาแบบหมดรูป 6-1 ก่อนที่จะมาแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 0-1 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งแฟนบอลทีมชาติอังกฤษกลับมองว่าเป็นผลดีต่อทีมด้วยซ้ำที่ต้องตกมาอยู่อันดับ 2 ของกลุ่ม เมื่อพวกเขาสามารถหลบทีมแกร่งจากสายบน และมาอยู่สายล่างซึ่งมีเพียงทีมชาติสเปน กับทีมชาติโครเอเชียเท่านั้นที่ดูแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเล็กน้อย ถึงแม้ว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายจะต้องเจอทีมที่แข็งหน่อยอย่างทีมชาติโคลอมเบียก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านทีมจากอเมริกาใต้ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1 ซึ่งถือว่าเป็นของที่หาดูยากมากสำหรับการเอาชนะจุดโทษของทีมชาติอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขายิงจุดโทษชนะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากการเตะ 8 ครั้ง ซึ่งเหมือนเป็นการล้างอาถรรย์ได้สำเร็จ และยิ่งทำให้แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจะกลับสู่ประเทศอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ที่พวกเขาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในปี 1966

และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเขี่ยทีมชาติสวีเดนตกรอบไปอย่างง่ายดาย 2-0 แต่สุดท้ายอังกฤษ ก็คืออังกฤษอยู่วันยันค่ำ เมื่อต้องตกรอบรองชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย เพราะพลาดท่าให้กับทีมชาติโครเอเชียในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 ทั้งๆ ที่นำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ช่วง 5 นาทีแรกของเกม และสุดท้ายในนัดชิงอันดับ 3 พวกเขาก็หมดฤทธิ์ เพราะต้องแพ้ต่อทีมชาติเบลเยี่ยม 0-2 และจบทัวร์นาเม้นต์ด้วยการเป็นอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกคราวนี้เท่านั้น ซึ่งน้อยหน้าบรรดาทีมเยาวชนของชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่ต่างคว้าแชมป์โลกกันสำเร็จมาในปีล่าสุด ทั้งทีมยู 17 และยู 20

“เมสซี่” กับบอลโลก มันจบแล้ว

    ความไฝ่ฝันสูงสุดของเหล่านักฟุตบอลก็คือการที่จะได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกซักครั้งนึงในชีวิต แต่กับนักฟุตบอลชาติใหญ่ๆ อย่างทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว ก็คงจะฝันถึงการเป็นแชมป์โลกให้ได้ซักครั้งด้วย แล้วโดยเฉพาะลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์จากบาร์เซโลน่าแล้วด้วย ยิ่งต้องการเป็นแชมป์โลกอย่างยิ่ง เพื่อที่จะเป็นการการันตีว่าเขายอดเยี่ยมที่สุดในโลก เหมือนอย่างที่ดิเอโก้ มาราโดน่า รุ่นพี่ที่เป็นตำนานทีมชาติและเป็นสุดยอดนักเตะที่แฟนบอลทั่วโลกยอมรับ เนื่องจาก “เสือเตี้ย” สามารถพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1986 และยิ่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เป็นคู่เปรียบเทียบกับเขาว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในยุคนี้ได้พาทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2016 มาแล้วด้วย ยิ่งทำให้เพลย์เมคเกอร์วัย 31 ปีต้องการคว้าแชมป์โลกเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็อย่างที่ทราบกันไปแล้ว พวกเขาต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงในฟุตบอลโลก 2018 เมื่อทำได้เพียงถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น หลังจากที่พ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสไป 3-4 ซึ่งนี่อาจจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดสุดท้ายของผู้ชายที่ชื่อลิโอเนล เมสซี่แล้วด้วย ซึ่งถึงแม้ตอนนี้ดาวเตะจากบาร์เซโลน่าจะมีอายุเพียง 31 ปี ในอีก 4 ปีข้างหน้าเขาจะมีอายุ 35 ปี ซึ่งอายุก็อาจจะพอเล่นได้ก็จริง แต่เขาอาจจะไม่สุดยอดเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้ หรืออาจจะแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ได้ ซึ่งระยะเวลา 4 ปีถือว่านานทีเดียวที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่มีโอกาสไม่น้อยที่เมสซี่อาจจะตัดสินใจอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาเคยประกาศอำลาทีมชาติไปแล้วหลังจากจบศึกโกปา อเมริกาเมื่อปี 2016 หลังพ่ายจุดโทษให้กับทีมชาติชิลีในนัดชิงชนะเลิศ จนมีข่าวถึงขั้นว่าประธานาธบดีของอาร์เจนติน่าต้องไปขอร้องให้กลับมาเล่นอีกครั้ง

ด้วยสภาพร่างกาย และอายุที่มากขึ้นเรื่อย บวกกับความผิดหวังที่เขาต้องเจอกับทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด ทำให้ถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่ดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย จะประกาศอำลาทีมชาติ “ฟ้า-ขาว” อีกครั้งในเร็วๆ นี้ แล้วคราวนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนใจกลับมาเล่นอีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะเอาใครมาง้อหรือพูดโน้มน้าวก็ตาม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปบ้าง แต่ระดับทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว มีนักเตะตัวรุกระดับชั้นนำมากมายที่พอจะสามารถทดแทนเมสซี่ได้