จากดิน สู่ดาวซัลโวเจ ลีก

   บทความฟุตบอลโดย live22 แฟนฟุตบอลหลายๆ คนน่าจะรู้จักนักเตะที่โช หรือว่าเจา อัลเวส กันพอสมควร ซึ่งเขาก็คืออดีตกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่ย้ายมาค้าแข้งในทวีปยุโรปกับหลายสโมสรนั่นเอง แต่ทว่าเขากลับไปไม่รอดในเวทีฟุตบอลยุโรป โดยมีเพียงกับสโมสรซีเอสเคเอ มอสโกว ในรัสเซียเท่านั้น ที่เขาพอจะทำผลงานได้ดีอยู่บ้าง แต่นอกนั้นล้วนล้มเหลวแทบทั้งสิ้น ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะรู้จักนักเตะชื่อนี้มานาน แต่ปัจจุบันเขาก็พึ่งจะมีอายุเพียง 31 ปีเท่านั้น ซึ่งชื่อของเขาห่างหายจากวงการฟุตบอลยุโรปไปนานพอสมควรแล้ว แต่พอกลับมาอีกทีก็ปรากฏว่าฤดูกาลนี้เขาย้ายมาเล่นในศึกเจ ลีกของประเทศญี่ปุ่น และที่สำคัญเขากลับกลายเป็นดาวซัลโวของศึกเจ ลีกไปอย่างน่าเหลือเชื่อกับสโมรนาโกย่า แกรมปัส ซึ่งทีมของเขารอดพ้นจากการตกชั้นไปอย่างหวุดหวิดด้วยประตูได้เสียที่ดีกว่า ทำให้ไม่ต้องไปเตะรอบเพลย์ ออฟลุ้นหนีตกชั้นในฤดูกาลนี้ แต่ผลงานส่วนตัวของเขากลับทำได้ถึง 24 ประตูกับอีก 4 แอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งเท่ากับว่าเขามีส่วนร่วมกับการทำประตูของทีมเกินครึ่งในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ แต่ทีมก็จบที่อันดับ 15 ของตารางเจ ลีก

โช เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับโครินเธี่ยนส์ ทีมดังในประเทศบ้านเกิด ก่อนจะย้ายมาอยู่กับซีเอสเคเอ มอสโกวในปี 2006 ซึ่งทำให้เขาสร้างชื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้นเนื่องจากได้เล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกด้วย จนทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ตัดสินใจคว้าตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัวที่สูงเป็นสถิติสโมรในปี 2008 ถึง 19 ล้านปอนด์ แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อทำได้เพียง 6 ประตูเท่านั้นตลอด 3 ปีที่เล่นให้กับทีม “เรือใบสีฟ้า” ก่อนจะถูกปล่อยให้กับเอฟเวอร์ตันยืมตัวไปใช้งาน 2 ปี ซึ่งก็ล้มเหลวเช่นเดิม และหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยกับหลายสโมสร ทั้งกาลาตาซาราย อินเตอร์นาซิอองนาล แอตเลติโก มิเนโร่ และหันมาค้าแข้งในเอเชียกับอัล ชาบับในสหรัฐอาหรับเอมิเรต และเจียงซู ซูหนิงในซุเปอร์ ลีกของจีน ก่อนจะกลับไปค้าแข้งให้กับโครินเธี่ยนส์อีกครั้ง ซึ่งเขากลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งกับทีมในบ้านเกิด เมื่อทำได้ถึง 25 ประตูในปีที่แล้ว  ทำให้นาโกย่า แกรมปัสตัดสินใจเซ็นต์สัญญาคว้าตัวมาร่วมทีมตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้ว่าในฤดูกาลนี้เขาจะเป็นดาวซัลโวของเจ ลีก แต่ยังไม่แน่ว่าฤดูกาลหน้าเขาจะยังอยู่กับทีมต่อไปหรือไม่ เนื่องจากระยะหลังเขาย้ายทีมแทบจะทุกปี

 

มนุษย์คนแรกในรอบ 10 ปี

    รางวัลบัลลง ดอร์ เป็นรางวัลที่เหล่านักฟุตบอลทุกคนต่างอยากได้มาครอบครอง เนื่องจากเป็นรางวัลที่ถูกยกย่องให้เป็นรางวัลทรงคุณค่าที่สุดของวงการฟุตบอลโลกเลยก็ว่าได้ ที่จะมอบให้กับนักเตะที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในแต่ละปี ซึ่งจะมีการประกาศผลในช่วงประมาณปลายปีของทุกปี ซึ่งเริ่มต้นให้รางวัลมาโดยนิตยสารฟร็องค์ ฟุตบอล นิตสารฟุตบอลชื่อดังของประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 1956 จนกระทั่งมาถึงปี 2010 ที่ทางฟีฟ่าเข้ามาแทรกแทรงและมาขอร่วมแจมกับนักกเตะยอดเยี่ยมประจำปี จนเปลี่ยนชื่อไปเป็นฟีฟี บัลลง ดอร์ แต่สุดท้ายก็ถูกต่อต้านว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ จึงถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นบัลลง ดอร์แบบเดิมในปี 2016 โดยทางฟร็องค์ ฟุตบอลรับหน้าที่ตัดสินแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งรางวัลนี้ถือว่ามีเสน่ห์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสมัยก่อนหน้านี้จะมีการไปมอบรางวัลกันถึงหน้าบ้านของนักเตะที่ได้รางวัลในแต่ละปี โดยที่นักเตะเหล่านั้นไม่ทราบผลล่วงหน้า และจะได้ขึ้นปกนิตยสารในเดือนต่อมาด้วย

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมารางวัลบัลลง ดอร์นั้นตกเป็นของนักเตะเพียง 2 คนเท่านั้น คือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าดาวยิงทีมชาติโปรตุเกส ตั้งแต่สมัยอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และตอนย้ายมาอยู่กับเรอัล มาดริดด้วย และอีกรายก็คือลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์ร่างเล็กทีมชาติอาร์เจนติน่าของบาร์เซโลน่านั่นเอง โดย 2 รายนี้ผลัดกันได้รางวัลมาตั้งแต่ปี 2008 จนกระทั่งถึงปี 2017 ซึ่งแทบจะผลัดกันคว้าอันดับ 1 และ 2 มาโดยตลอด โดยมีเพียงปี 2010 เท่านั้นที่มีอันเดรส อิเนสต้า เข้ามาสอดแทรกเป็นอันดับ 2 จนทำให้ทั้งโรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ถูกขนานนามว่าเป็นนักเตะต่างดาวไปแล้วด้วยซ้ำ เนื่องจากเหมือนกับว่าเก่งผิดมนุษย์มนากันอยู่เพียง 2 คน โดยมนุษย์คนสุดท้ายที่สามารถคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ได้สำเร็จก็คือริคาร์โด้ กาก้า เพลย์เมคเกอร์ชาวบราซิเลี่ยนที่ตอนนั้นเล่นให้กับเอซี มิลานในปี 2007 นั่นเอง

จนกระทั่งมาในปีนี้ที่มีมนุษย์อีกคนที่สามารถเอาชนะนักเตะต่างดาวได้สำเร็จอีกครั้ง นั่นก็คือลูก้า โมดริช กองกลางห้องเครื่องที่ช่วยให้ทีมชาติโครเอเชียเป็นรองแชมป์ฟุตบอลโลกเมื่อกลางปีที่ผ่านมานั่นเอง นอกจากนั้นเขายังช่วยให้เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันด้วยเมื่อปลายฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ปีนี้เขาเหมารางวัลใหญ่ของวงการฟุตบอลได้ทั้งหมด ทั้งนักเตะยอดเยี่ยมของสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป ของสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ จนมาถึงรางวัลบัลลง ดอร์นี่เอง

ทีมเกินคาด-ผิดหวังในบอลโลก 2018

    ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมาที่เป็นการนำ 32 ทีมสุดท้ายที่ดีที่สุดจากทั่วโลกมาดวลแข้งกัน ซึ่งแต่ละชาติก็ต่างมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป แต่ทีมชาติไหนจะทำได้เกินคาด หรือว่าจะทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังคงต้องมาลองประเมินดูกัน

ทีมเกินคาด

ทีมแชมป์โลกอย่างทีมชาติฝรั่งเศสก็ถือว่าทำผลงานได้เกินคาดทีเดียว ซึ่งตอนแรกพวกเขาไม่ติด 1 ใน 3 ที่จะเป็นเต็งแชมป์ในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วยซ้ำ เพราะยังไปฝังใจกับในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปในนัดชิงชนะเลิศกันอยู่ แต่ทัวร์นาเม้นต์นี้ดิดิเย่ร์ เดช็องส์สามารถเค้นฟอร์มของลูกทีมให้มาเข้าฝักถูกที่ถูกเวลาพอดี และก็มาพีคในนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งพวกเขาออกสตาร์ตทัวร์นาเม้นต์ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีด้วยซ้ำ ในนัดที่เอาชนะทีมชาติออสเตรเลียได้ 2-1 ส่วนอีกชาติหนึ่งที่ทำผลงานได้ดีเกินคาดก็คือทีมชาติอังกฤษของแกเร็ธ เซาธ์เกตนั่นเอง ที่สามารถพาทีมชาติอังกฤษผ่านเข้ามาได้ถึงรอบรองชนะเลิศ ทั้งๆ ที่ตัวผู้เล่นชุดนี้ถือว่าขี้เหร่ที่สุดของทีมชาติอังกฤษในรอบหลายปีเลยทีเดียว แต่ด้วยการมีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ ทำให้พวกเขามาได้ไกลจนคว้าอันดับ 4 ในทัวร์นาเม้นต์มาครอง ส่วนอีกทีมที่ผลงานดีเกินคาดก็คือรองแชมป์อย่างทีมชาตีโครเอเชียนั่นเอง ที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอ้าต์มาเรื่อยๆ ด้วยการเล่นในช่วงต่อเวลามาโดยตลอด และต้องถึงขึ้นยิงจุดโทษตัดสินด้วยซ้ำในรอบ 16 ทีม และ 8 ทีมสุดท้าย ทำให้พวกเขาพอผ่านมาถึงรอบชิงชนะเลิศ สภาพร่างกายก็อ่อนล้าจนทำให้เร่งไม่ขึ้นและแพ้ทีมชาติฝรั่งเศสไปในที่สุด

ทีมน่าผิดหวัง

ทีมที่น่าผิดหวังทีมแรกเลยก็คือทีมชาติสเปน ที่มีการเปลี่ยนตัวกุนซือก่อนนัดแรกของพวกเขาจะเริ่มต้นขึ้นเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้เฟร์นานโด เอียร์โร่ที่เข้ามารับเผือกร้อนแทนก็ไม่สามารถทำอะไรได้มาก และเขาก็ไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมมาก่อนด้วย และก็ต้องตกรอบเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น โดยการแพ้ให้กับเจ้าภาพรัสเซียในการดวลจุดโทษ ซึ่งสิ่งที่น่าผิดหวังที่สุดก็คือการที่พวกเขาไม่สามารถหาโอกาสจบสกอร์ได้เลย ทั้งๆ ที่ครองบอล และส่งบอลเกิน 1,000 ครั้งด้วยซ้ำในนัดนั้น ส่วนอีกชาติที่น่าผิดหวังก็คือทีมชาติเยอรมันที่ตกรอบแรกนั่นเอง ซึ่งเป็นการตกรอบแรกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีม “อินทรีย์เหล็ก” ด้วย

บอลโลกยู 17

    บทความฟุตบอลที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ live22vip.net การแข่งขันฟุตบอลโลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีที่พึ่งมาเป็นที่สนใจของแฟนบอลหลายๆ คนในระยะหลัง เนื่องจากบรรดานักเตะดาวรุ่งของทีมดังๆ มักจะมาปล่อยของ และโชว์ความสามารถกันในทัวร์นาเม้นต์นี้ ซึ่งเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่แมวมองของสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างๆ มักมาซุ่มดูฟอร์มนักเตะดาวรุ่งเหล่านี้ด้วย ซึ่งเหล่านักเตะที่ได้เข้ามาเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายก็ล้วนแล้วแต่เป็นดาวรุ่งน่าจับตามองของแต่ละทวีปทั้งนั้น โดยก่อนหน้านี้เป็นการแข่งขันในรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โดยจัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศจีนในปี 1985 และจะมีทัวร์นาเม้นต์ชิงแชมป์โลกกัน 2 ปีครั้ง เพื่อเป็นเวทีที่เด็กเยาวชนจะได้ลงแข่งขันกันถี่ขึ้นกว่าศึกฟุตบอลโลกชุดใหญ่ที่จะเตะกัน 4 ปีครั้ง และพึ่งมาเปลี่ยนเป็นรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีเมื่อปี 1991 ที่ประเทศอิตาลีเป็นเจ้าภาพ ซึ่งหลังจากนั้นมาก็เป็นรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีมาโดยตลอด ซึ่งจนถึงตอนนี้จัดมาแล้วทั้งหมด 17 ครั้ง โดยชาติที่สามารถเป็นแชมป์ได้มากที่สุดกลับกลายเป็นทีมชาติไนจีเรีย ที่สามารถคว้าแชมป์โลกรุ่นอายุนี้ไปได้ถึง 5 สมัยเลยทีเดียว ส่วนทีมชาติบราซิลได้ไป 3 สมัย และทีมชาติอังกฤษที่พึ่งได้แชมป์ปีล่าสุด ซึ่งการแข่งขันในครั้งหน้าจะเกิดขึ้นในปี 2019 ที่ประเทศเปรูจะเป็นเจ้าภาพ

ฟุตบอลชิงแชมป์โลกรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีถือว่าเป็นเวทีที่แจ้งเกิดของนักเตะระดับโลกมาแล้วหลายราย และเป็นเวทีที่ใต่เต้าให้มีโอกาสย้ายไปอยู่ทีมใหญ่ด้วย ซึ่งนักเตะที่คว้ารางวัลในทัวร์นาเม้นต์นี้ ทั้งนักเตะยอดเยี่ยม หรือดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ก็มีทั้งกลายเป็นนักเตะที่โด่งดังมากๆ หรือไม่ก็ดับจนหายสาปสูญไปจากสาระบบวงการฟุตบอลไปเลยก็มี ซึ่งในช่วงวัย 17 ปีถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการค้าแข้งเลยก็ว่าได้ ซึ่งหากอยู่ในทีมที่ดีก็มีโอกาสในการที่จะพัฒนาเป็นยอดนักเตะได้ต่อไป โดยนักเตะที่เคยแจ้งเกิดในศึกฟุตบอลโลกยู 17 โดยมีนักเตะที่คว้ารางวัลลูกบอลทองคำ หรือนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ และไปโด่งดังจนกลายเป็นนักเตะระดับโลกก็มีเชสก์ ฟาเบรกาส กองกลางทีมชาติสเปนที่เขาเป็นดาวซัลโวประจำปี 2003 ด้วย ส่วนอีกคนก็คือโทนี่ โครสส์ กองกลางทีมชาติเยอรมันที่ก็กลายมาเป็นนักเตะระดับโลกจนถึงตอนนี้ และสามารถไปคว้าแชมป์โลกกับทีมชาติเยอรมันมาได้แล้วด้วย เช่นเดียวกับทางเชสก์ ฟาเบรกาสก็เช่นกัน

ดาวซัลโวตลอดกาล

    ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มาก็มีนักเตะมากหน้าหลายตาที่แจ้งเกิดได้ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และก็มีหลายคนเช่นกันที่ได้เป็นดาวซัลโว และคว้ารางวัลลลรรรองเท้าทองคำไปครองในทัวร์นาเม้นต์นั้นๆ แต่ใช่ว่านักเตะที่โด่งดังหลายๆ คนในยุคก่อนหน้านี้ที่จะได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกบ่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเก่งเพียงไหนก็ตาม แต่หากชาติของเขาเหล่านั้นไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ โอกาสที่จะทำประตูได้มันก็ไม่มี ทำให้สถิติดาวซัลโวตลอดกาลในศึกฟุตอบลโลกที่ผ่านมานั้นหยุดอยู่ที่ 14 ประตูมาอย่างยาวนาน โดยแกร์ด มุลเลอร์ กองหน้าเจ้าของฉายา “กองหน้าตีนระเบิด” ของทีมชาติเยอรมัน และของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ทำค้างเอาไว้ตั้งแต่ปี 1974 ที่ 14 ประตู โดยมุลเลอร์มาทำ 2 ประตูในปีนั้น ทำให้เขาทำสถิติแซงหน้าของจูส์ ฟ็องแต็ง กองหนี้ทีมชาติฝรั่งเศสที่ทำไว้ 12 เมื่อปี 1958 มาได้ และสถิติ 14 ประตูก็ค้างมาอย่างยาวนานและไม่มีใครสามารถทำลายสถิติได้เลย จนกระทั่งมาเจอโรนัลโด้ กองหน้าร่างท้วมของทีมชาติบราซิล ที่ใช้เวลาเพียง 3 ทัวร์นาเม้นต์เท่านั้นก็สามารถทำได้ถึง 15 ประตู โดยโรนัลโด้มีชื่อติดทีมชาติบราซิลในชุดที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1994 ด้วย แต่ว่าเขาไม่ได้ลงสนามช่วยทีมแม้ต่นัดเดียว แต่เขามาเป็นตัวหลักในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นโรนัลโด้ทำไปได้ทั้งหมด 4 ประตู แต่ทัวร์นาเม้นต์ที่พีคที่สุดของโรนัลโด้ก็คือปี 2002 ที่เขาทำไปถึง 8 ประตู โดยเป็น 2 ประตูที่ยิงใส่โอลิเวอร์ คาน นายประตูทีมชาติเยอรมันในนัดชิงชนะเลิศด้วย และในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมันเขาก็มาทำ 3 ประตูทำให้เรวมเป็น 15 ประตูแซงหน้าแกร์ด มุลเลอร์ได้สำเร็จ โดยประตูที่ 15 เกิดขึ้นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับทีมชาติกาน่านี่เอง

แต่ว่าตอนนี้สถิตินั้นไม่ได้อยู่ที่ 15 ประตูแล้ว แต่กลับกลายเป็นจำนวน 16 ประตูของมิโรสลาฟ โคลเซ่ กองหน้าของทีมชาติเยอรมันต่างหาก ที่มาทำได้ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ โดยกองหน้าจอมเหินเวหารายนี้ต้องใช้ 4 ทัวร์นาเม้นต์เลยทีเดียวกับการทำ 16 ประตูในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งอันที่จริงโคลเซ่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ในระดับสโมสรด้วยซ้ำ ซึ่งเขาเคยเป็นดาวซัลโวของศึกบุนเดสลีก้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนสมัยค้าแข้งกับแวร์เดอร์ เบรเมนเมื่อปี 2005 แต่เขากลับกลายเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวตลอดการลของศึกฟุตบอลโลกในตอนนี้

 

อีก 4 ปีข้างหน้า

    หลังจากที่ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลก็ต้องรออีก 4 ปีเลยทีเดียว ถึงจะมีมหกรรมฟุตบอลโลกบรรเลงเพลงแข้งให้ชมอีกครั้ง โดยในครั้งหน้าฟุตบอลโลกจะไปจัดกันที่ประเทศกาต้าร์ ดินแดนแห่งทะเลทรายที่ถือว่าเป็นครั้งแรกด้วยที่ฟุตบอลโลกมาจัดกันที่ประเทศในแถบตะวันออกกลาง หากว่าไม่มีปัญหากันเสียก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทางฟีฟ่าจะกลับไปสอบสวนการลงคะแนนเสียงอีกครั้งว่ามีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพกันเกิดขึ้นก็เป็นได้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ หากเกิดว่าชาติเจ้าภาพยังคงเป็นประเทศกาต้าร์อยู่นั้นกคือจะมีทีมจากทวีปเอเชียได้โควต้าไปเล่นในรอบสุดท้ายมากขึ้น ซึ่งมันก็คือตามโควต้าเดิมคือ 4.5 ทีมนั่นเอง แต่ว่าหากเพิ่มเจ้าภาพอย่างกาต้าร์ไปด้วยก็จะมีโอกาสที่จะมีทีมชาติจากทวีปเอเชียในรอบสุดท้ายถึง 6 ทีมเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของทีมชาติไทยด้วยซ้ำ ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ แต่ดูจากสภาพทีมชาติไทยตอนนี้คงต้องบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ ขนาดตอนฟุตบอลโลกปี 2002 ที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็น 2 ชาติที่ได้โควต้าไปเตะฟุตบอลโลกเป็นประจำถูกตัดออกไป แต่ทีมชาติไทยก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้อยู่ดี ซึ่งแฟนฟุตบอลชาวไทยก็คงต้องรอกันต่อไปก่อน

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือแต่ละทีมชาติในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ว่าสภาพทีมของแต่ละชาติในฟุตบอลโลกครั้งหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่จากที่ดูแล้ว ทีมชาติฝรั่งเศสน่าจะยังเป็นเต็งแชมป์ในฟุตบอลโลกครั้งหน้าอยู่ เพราะนักเตะในทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้ ยังสามารถเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนหน้าได้แทบทั้งหมด ส่วนอีกชาติที่น่าจะมีนักเตะที่ก้าวขึ้นมาได้ดีก็คือทีมชาติอังกฤษ ที่ทีมชาติในชุดเยาวชนของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ทั้งหมด ทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 20 ปี ซึ่งอีก 4 ปีข้างหน้า นักเตะจากทีมเยาวชนเหล่านี้น่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษได้พอดี และที่น่าจับตามองอีกชาติก็คือทีมชาติญี่ปุ่น ที่จะสามารถไปได้ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือไม่ หลังจากที่เกือบเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายมาแล้วในฟุตบอลโลกรอบที่ผ่านมา

เอเชี่ยนส์ เกมส์

 

ในเดือนสิงหาคมมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่น่าสนใจก็คือศึกเอเชี่ยน เกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพนั่นเอง โดยฟุตบอลเอเชี่ยน เกมส์ เคยเป็นทัวร์นาเม้นต์กีฬาที่ให้แต่ละชาติในทวีปเอเชียส่งผู้เล่นชุดใหญ่มาทำกรแข่งขันกันในแต่ละครั้ง ซึ่งกีฬาเอเชี่ยน เกมส์จะมีการแข่งขันกัน 4 ปีครั้งเหมือนอย่างเช่นกีฬาโอลิมปิกนั่นเอง ซึ่งฟุตบอลชายถูกบรรจุให้อยู่ในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์มาตั้งแต่ปี 1951 แล้ว ส่วนฟุตบลหญิงมาบรรจุกันในปี 1990 แต่พึ่งได้มีการเปลี่ยนกฏมาเป็นให้ส่งผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปีมาทำการแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ในปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพนี่เอง เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกฤดูร้อน ที่ก็ใช้กฏเกณฑ์นี้เช่นกัน โดยสามารถอนุญาตให้ใส่โควต้านักเตะที่มีอายุเกินได้ 3 คนในแต่ละชาติ โดยจะเป็นนักเตะในตำแหน่งไหนก็ได้ แต่ได้เพียงแค่ชาติละ 3 คนเท่านั้น

การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ในครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเชีย ที่กรุงจากาต้าร์ และเมืองปาเล็มบัง โดยในการแข่งขันฟุตบอลชายได้เริ่มทำการแข่งขันมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่ชาติมหาอำนาจลูกหนังของเอเชียก็ลงทำการแข่งขันกันครบครัน โดยทีมชาติไทยก็ได้ส่งชุดยู 23 ไปทำการแข่งขันด้วย แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์โควต้าอายุเกินแม้แต่รายเดียว และสุดท้ายก็ตกรอบแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของรายลเอียดต่างๆ เพราะหลายๆ คนคงด่ากันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือบรรดาทีมละแวกเพื่อนบ้านของเรานั้น หลายๆ ทีมมีผลงานที่น่าประทับใจทีเดียว ที่สามารถเอาชนะทีมมหาอำนาจลูกหนังของเอเชียได้หลายทีมทีเดียว อย่างทีมชาติมาเลเซียชุดนี้ก็สามารถพลิกล็อคเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ได้ 2-1 ด้วย ซึ่งทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้จัดเต็ม และเน้นแชมป์มากๆ เนื่องจากมีซอน ฮองมิน ดาวเตะจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมชุดนี้ด้วย หรืออย่างทีมชาติเวียตนามก็สามารถเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้แล้ว 1-0 ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นชุดนี้จะเป็นชุดที่แบกอายุก็ตาม

การที่ไม่ได้เอาทีมชุดใหญ่มาทำการแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์แบบนี้ มันทำให้เกิดความสูสี และเกิดความสนุกมากขึ้นด้วยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลในเอเชี่ยน เกมส์ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นการวัดอนาคตของทีมชาติต่างๆ ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทีมชาติชุดใหญ่จะมีแนวโน้มอย่างไร ส่วนทีมชาติใหญ่ๆ อย่างญี่ปุ่น หรือกาหลีใต้คงไม่ต้องพูดถึงกับฟุตบอลระดับนี้แล้ว

เทรนด์การเลิกเล่นทีมชาติ

    หลังจากช่วงที่จบศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เหมือนว่าจะมีนักเตะหลายคนที่ปลดระวาง และประกาศเลิกเล่นทีมชาติกันไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากนักเตะเหล่านั้นอยู่ในช่วงบั้นปลายของอาชีพการค้าแข้ง อย่างราฟาเอล มาร์เกซ กองหลังของทีมชาติเม็กซิโก หรืออย่างเอสซาม เอล ฮาดารี่ นายทวารทีมชาติอิยิปต์ ที่ทำสถิติเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกด้วยวัย 45 ปีก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควร คืออายุมากแล้ว และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมามีโอกาสติดทีมชาติมากขึ้นด้วย แต่ในระยะหลังเหมือนว่าจะมีนักเตะหลายคนที่ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเร็วกว่ากำหนดด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนบุคคล และเป็นความสมัครใจของแต่ละคนด้วย

ทีมชาติสเปนที่หลังจากตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือของโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามาคุมทีมแทนจูเลน โลเปเตกีที่โดนปลดออกไปคุมทีมเรอัล มาดริด และแทนที่เฟร์นานโด เอียร์โร่ที่มารักษาการแทนในช่วงฟุตบอลโลก แต่ว่ามาถึงเอ็นริเก้ก็ต้องปวดหัวทันที เมื่อตัวหลักในทีมชาติสเปนอย่างเคราร์ด ปิเก้ และดาบิด ซิลบา ต่างประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปิเก้ ปราการหลังของบาร์เซโลน่าอยู่ในวัย 31 ปีซึ่งอันที่จริงยังสามารถเล่นได้ถึงศึกยูโร 2020 ได้อย่างสบาย แต่ด้วยปัญหาความบาดหมางที่แฟนทีมชาติสเปนไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่ ทำให้เขาตัดสินใจอำลาทีมชาติดีกว่า ซึ่งมีข่าวด้วยว่าหลุยส์ เอ็นริเก้อยากที่จะไปเกลี้ยกล่อมให้เคราร์ด ปิเก้กลับมาช่วยทีมก่อน เนื่องจากทีมชาติสเปนยังขาดกองหลังที่ไว้ใจได้อยู่ และยังไม่มีตัวแทนที่พอจะไว้ใจให้มาเล่นร่วมกับเซร์คิโอ รามอสได้ ส่วนในรายของดาบิด ซิลบานั้นก็เลิกเล่นในวัย 32 ปี โดยในตำแหน่งของเขาก็มีนักเตะมากมายในทีมชาติสเปน เช่นเดียวกับอันเดรส อิเนสต้า ก็ประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีนักเตะชาติอื่นๆ ที่ก็ทยอยกันประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติกันหลายคนทีเดียว โดยที่น่าสนใจก็คือวิคเตอร์ โมเซส ปีกทีมชาติไนจีเรียที่ก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติไนจีเรียแล้วเช่นกัน ซึ่งโมเซส ปีกจากทีมเชลซี ยังมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับว่าเทรนด์การเลิกเล่นให้กับทีมชาติตอนนี้กำลังมา

VAR ครั้งแรก

    ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียที่ผ่านพ้นไปเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องที่ให้พูดถึงมากมาย โดยเฉพาะกับการเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการตัดสินเป็นครั้งแรก ทั้งระบบ Goal line ที่จะมีการแจ้งเตือนผู้ตัดสินในกรณีที่บอลข้ามเส้นประตูไปแล้ว ซึ่งก็ได้ใช้งานในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ในนัดที่ทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียไปได้ 2-1 ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ได้ใช้เทคโนโลยีโกล ไลน์ในการช่วยตัดสิน และอีก 1 เทคโนโลยี่ก็คือ VAR หรือระบบวีดีโอ ผู้ช่วยของผู้ตัดสินนั่นเอง ที่จะทำให้ผู้ตัดสินสามารถดูภาพรีเพลย์ได้หากไม่มั่นใจในคำตัดสิน ซึ่งตอนแรกนั้นถือว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากกับการนำระบบนี้มาใช้ในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งทุกคนต่างกลัวว่าการใช้ระบบนี้มันจะทำให้ฟุตบอลขาดเสน่ห์ไป และรวมถึงจะทำให้เกมหยุดบ่อยขึ้นด้วย แต่ว่าทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าก็ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว โดยพวกเขาก็ได้ทดลองใช้ระบบนี้มานานแล้วด้วย และได้ทดลองใช้ในศึกฟุตบอลคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้วมาแล้วด้วย ทำให้พวกเขามั่นใจว่ามันจะทำให้การตัดสินนั้นมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และทางฟีฟ่าก็ยังมีข้อกำหนดข้อบังคับในการที่จะให้ผู้ตัดสินสามารถขอดูได้ด้วย คือต้องเข้าเงื่อนไขเช่นเป็นการฟาวส์ที่อยู่ในกรอบเขตโทษเป็นต้น ทำให้เวลาใช้งานจริงนั้นเกมจะได้ไม่หยุดบ่อยเกินไป ซึ่งถือว่าผลออกมาดีทีเดียว และยังมีส่วนช่วยตัดสินความถูกต้องในนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่งเป็นที่มาของจุดโทษของอองตวน กรีซมันน์ ที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด

ปกติแล้วฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ มักมีเรื่องต้องถกเถียงกันเป็นประจำว่าผู้ตัดสินตัดสินผิดพลาด และทำให้ผลนั้นออกมาเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย แต่กับฟุตบอลโลกหนนี้แทบไม่ต้องมีการพูดถึงและถกเถียงในเรื่องคำตัดสินของผู้ตัดสินอีกเลย เมื่อมีเทคโนโลยี่เข้ามาช่วยในการตัดสินให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งอันที่จริงแล้วถึงแม้ว่าเมื่อผู้ตัดสินได้ดู VAR ไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางครั้งที่ตัดสินออกมาค้านสายตาแฟนบอลเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้คงต้องเป็นเรื่องของอีโก้ของผู้ตัดสินบางคนเท่านั้น ที่บางครั้งเป่าพลาดไปแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนคำตัดสินของตัวเองในภายหลัง

Tagged with

เอสซาม เอล ฮาดารี่

   เอสซาม เอล ฮาดารี่ เคยเป็นนักเตะโนเนมที่แฟนฟุตบอลแทบไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ และไม่เคยย้ายมาค้าแข้งในทวีปยุโรปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจจะไม่รู้จักเขา แต่หากมองย้อนประวัติของนักเตะคนนี้ดีๆ แล้วจะเห็นได้ว่ามีเรื่องที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานนี้เขาก็ได้ถูกจารึกให้เป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของศึกฟุตบอลโลกแล้วด้วย เมื่อเขาได้กลายเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ในนัดที่ทีมชาติอิยิปต์พ่ายให้กับซาอุดิอาราเบีย 1-2 ในวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาด้วยอายุ 45 ปีกับอีก 161 วัน ซึ่งในวันนั้นเขาสามารถเซฟจุดโทษให้กับทีมได้ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยทีมชาติอิยิปต์เก็บคะแนนแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ซึ่งการทำสถิติครั้งนี้ก็ได้ไปลงในกินเนส บุ๊ค เวิร์ลด์ เรคอร์ดเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยก่อนหน้นี้สถิติเป็นของฟาริด มอนดราก้อน ผู้รักษาประตูทีมชาติโคลอมเบียที่เคยทำไว้เมื่อฟุตบอลโลก 2014 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยอายุ 43 ปีกับอีก 3 วัน โดยก่อนหน้านี้อีกเป็นสถิติของโรเจอร์ มิลล่า กองหน้าชาวแคเมรูนที่ทำไว้เมื่อฟุตบอลโลก 1994 ด้วยอายุ 42 ปี 1 เดือนกับอีก 8 วัน

อาชีพค้าแข้งของเอสซาม เอล ฮาดารี่ เริ่มต้นติดทีมชาติอิยิปต์เมื่อปี 1996 หลังจากนั้นมาเขาก็เป็นผู้รักษาประตูตัวหลักของทีมจากทวีปแอฟริกามาโดยตลอด และอยู่ในทุกชุดที่ทีมชาติอิยิปต์สามารถคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพได้สำเร็จถึง 4 สมัยในปี 1998 2006 2008 และ 2010 ซึ่งเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ถึง 3 ครั้งด้วยกัน และล่าสุดเขาก็ได้ประกาศรีไทร์เลิกเล่นให้กับทีมชชาติอิยิปต์เป็นที่เรีบร้ยอแล้วด้วย หลังจากที่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี แต่อาชีพค้าแข้งของเขายังคงดำเนินต่อไปอยู่ เมื่อหลังจากจบฟุตบอลโลกกลับมาไม่นาน เขาก็ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับทีมอิสไมลี่ ทีมในประเทศบ้านเกิดของเขาทันที ซึ่งถือว่าเป็นการหวนกลับมาอยุ่กับทีมนี้เป็นหนที่ 3 แล้วด้วย และก็ได้ลงประเดิมสนามให้ทีมในฤดูกาลใหม่ของลีกอิยิปต์ไปแล้วด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้อาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของเขาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเหลือเชื่อมากแล้วกับการเล่นฟุตบอลอาชีพด้วยอายุ 45 ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นในตำแหน่งผู้รักษาประตูก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครเล่นถึงอายุเท่านี้มาก่อน ซึ่งน่าจะเป็นช่วงอายุที่ควรไปเลี้ยงหลานแล้วด้วยซ้ำ