เวลาแข่งขัน

    ในการคัดเลือกเจ้าภาพที่จะทำการจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ ต่างๆ ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ เลยที่จะผ่านการพิจารณาในด้านต่างๆ จนมาถึงรอบสุดท้าย และได้คัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพได้ ซึ่งต้องมีทั้งการเมืองที่ดี การขนส่ง และสาธารณูปโภคต่างๆ ต้องดีเยี่ยมด้วย โดยเฉพาะรายการใหญ่ๆ อย่างกีฬาโอลิมปิก หรือฟุตบอลโลกก็ตาม ที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมากในการปรับปรุงด้านต่างๆ ทั้งสนามแข่งขัน และการขนส่งที่ต้องมีรองรับแฟนกีฬาที่จะเดินทางเข้าประเทศมาอย่างล้นหลาม ซึ่งคณะกรรมการก็จะพิจารณาเหตุผลเหล่านี้เป็นหลักในการเลือกประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมอย่างเราๆ จะได้รับผลกระทบโดยตรงตามมาก็คือความต่างของโซนเวลาที่เราอยู่กับ สถานที่จัดการแข่งขันหรือเจ้าภาพนั่นเอง ที่หากมีความแตกต่างกันมากเกินไปนั้น อาจจะทำให้เราได้มีโอกาสรับชมน้อย และอาจจะหมดสนุกไปกับมันด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นในศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่มีประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพนั้น แฟนบอลชาวไทยนั้นมีโอกาสได้รับชมกันง่ายมาก ซึ่งอันนี้ไม่นับแฟนบอลที่อาจจะต้องทำงาน หรือว่าอาจจะติดเรียนก็ตาม เนื่องจาก Time zone ของประเทศเจ้าภาพแตกต่างกับประเทศไทยเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เรารับชมฟุตบอลโลกกันตั้งแต่ฟ้าสว่าง คือตั้งแต่ช่วงประมาณบ่ายโมงเราก็สามารถรับชมกันได้แล้ว ทำให้แฟนบอลสามารถเข้าถึงการรับชมได้ทุกแมตช์ โดยไม่ต้องส่งผลเรื่องของการปรับเวลาในการนอนแต่อย่างใด แต่มันก็อาจจะลำบากอยู่บ้างกับ Time zone ของประเทศอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเวลานอนของบางประเทศ

อันที่จริงแล้วอย่างในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย การที่จะเลือกเจ้าภาพในแต่ละครั้งนั้นก็จะมีการหมุนเวียนไปยังทวีปต่างๆ อยู่ตลอด โดยในรอบ 4 ปีก็จะมีการเปลี่ยนทวีปที่จะเป็นเจ้าภาพไปเรื่อยๆ โดยตอนแรกจะมีทวีปหลักๆ ก็คือทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือที่จะผลัดกันเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมาโดยตลอด ตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว แต่ระยะหลังด้วยความบูมของกีฬาฟุตบอล รวมถึงความเจริญทางบ้านเมืองต่างๆ ก็ทำให้มีประเทศจากทวีปอื่นเข้ามาเสนอจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วย อย่างปี 2002 ที่เป็นครั้งแรกที่ทวีปเอเชียได้เป็นเจ้าภาพ และปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ก็คือว่าเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกมาจัดกันที่ทวีปแอฟริกาเช่นกัน ซึ่งเวลาในการแข่งขันก็ปรับเปลี่ยนกันไป แต่เวลาที่มีผลกระทบของแฟนบอลชาวไทยที่สุดน่าจะเป็นเจ้าภาพที่มาจากแถบทวีปอเมริกา ที่ Time zone นั้นห่างกันมาก และมันกำลังจะมาถึงอีกครั้งใน 8 ปีข้างหน้านี้

 

แชมป์หน้าเก่า

            ในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีทฤษฏีสมคบคิดมากมายต่างๆ นาๆ ที่จะทำให้เชื่อว่าชาตินั้นชาตินี้จะเป็นแชมป์ ทั้งทฤษฏีที่ทีมชาติอังกฤษจะเป็นแชมป์เหมือนปี 1966 นื่องจากเชลซีจบอันดับ 5 ในลีกเหมือนกัน และเบิร์นลี่ย์ได้ไปเตะบอลยุโรปเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของทฤษฏีที่ปีฟุตบอลโลกที่ลงท้ายด้วยเลข 8 เช่น 1978 1998 ทีมที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกจะเป็นทีมที่ใส่เสื้อโทนสีฟ้า-น้ำเงิน ซึ่ง 2 สมัยก่อนหน้านี้เป็นทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ได้แชมป์ปี 1978 และทีมชาติฝรั่งเศสในปี 1998 ซึ่งทฤษฏีนี้ถือว่าสำเร็จ และยังได้ไปลุ้นต่อในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าคราวหน้าจะได้ไปต่ออีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนเชื่อก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นคือทายกันไว้ว่าแชมป์โลกคราวนี้ก็จะมาจากทีมที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้วนี่แหละ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ฟุตบอลโลกจัดมาทั้งหมด 20 ครั้งนั้นมีทีมชาติที่เคยได้แชมป์ไปแล้วเพียง 8 ชาติเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยทีมชาติบราซิล ทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติอิตาลี ทีมชาติอาร์เจนติน่า ทีมชาติฝรังเศส ทีมชาติอุรุกวัย ทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติสเปนซึ่งเป็นแชมป์หน้าใหม่รายสุดท้ายที่ได้แชมป์เมื่อปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ

การที่จะเชื่อว่าแชมป์โลกจะเป็นแชมป์หน้าเก่านั้นก็มาจากบรรดาทีมที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้วที่กล่าวไปนี่แหละ ซึ่งก็ถือว่าปัจจุบันพวกเขาก็ยังเป็นเต็งแชมป์โลกในทุกครั้งที่ลงแข่งอยู่เสมอ มีเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้นที่อาจจะไม่ได้เก่งเหมือนตอนแกรๆ ที่ทำการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว แต่นอกนั้นถือว่าสามารถเป็นแชมป์ในยุคนี้ได้ทั้งหมด ซึ่งฟุตบอลโลกที่ผ่านมาต้องขาดทีมชาติอิตาลีไปด้วยซ้ำ เท่ากับว่าเหลือเพียง 7 ทีมเท่านั้นที่ได้ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งมีส่วนต่างเท่ากับ 25-7 เลยทีเดียว ระหว่างทีมที่มีโอกาสเป็นแชมป์หน้าใหม่ กับที่มีโอกาสเป็นแชมป์หน้าเก่า และเมื่อมันผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศมันเป็นการพบกันระหว่างทีมที่เคยเป็นแชมป์มาแล้วกับทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์ด้วย ระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสพบกับทีมชาติโครเอเชีย แต่สุดท้ายแล้วทฤษฏีสมคบคิดข้างต้นมันก็กลับมาได้ผลอีกครั้ง และเป้นทีมชาติฝรั่งเศสที่สวมชุน้ำเงินเอาชนะทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของพวเขาแล้ว และโอกาสในฟุตบอลโลกครั้งต่อไปที่จะเป็นแชมป์หน้าเก่ามันก็ยังมีสูงมากอยู่ดี

เจ้าภาพอาจเปลี่ยน

    จากที่ตอนแรกที่ได้มีการโหวตไปแล้วว่าเจ้าภาพที่จะรับจัดการแข่งขันศึกฟุตอบโลกต่อจากประเทศรัสเวียในปี 2022 หรืออีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นประเทศกาต้าร์ ที่เอาชนะการโหวตไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปีก่อน แต่เมื่อล่าสุดเหมือนจะมีข่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ เนื่องจากได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นว่าเหมือนจะมีการโหวตที่ผิดกฏระเบียบของทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าด้วย ซึ่งหากมีการตรวจสอบว่าทางประเทศกาต้าร์มีความผิดในการล็อบบี้ผลโหวตจริง อาจจะทำให้พวกเขาต้องถูกริบสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งหน้าทันที และจะเป็นประเทศอังกฤษที่ได้ส้มหล่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแทน โดยกาต้าร์ผ่านการลงคะแนนรอบต่างๆ ในการบิดเลือกเจ้าภาพด้วยคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม และสามารถเอาชนะประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในรอบสุดท้ายด้วยคะแนนเสียง 14 ต่อ 8 คะแนน ซึ่งถือเป็นประเทศจากทวีปเอเชียประเทศแรกที่จะได้จัดฟุตบอลโลกแบบเต็มตัวเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประเทศจากทวีปเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพคือตอนปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกัน

โดยทางประเทศกาต้าร์ได้วางแผนว่าจะใช้เมืองใหญ่ในการจัดการแข่งขัน และทำการสร้างสนามใหม่ทั้งหมด ซึ่งเสร็จไปเกือบจะหมดแล้วด้วย โดยแต่ละสนามมีความจุไม่ต่ำกว่า 40,000 ที่นั่งทุกสนาม  ซึ่งตอนแรกมีแนวคิดต่อต้านการจัดการแข่งขันที่ประเทศกาต้าร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย ทำให้เกรงว่าจะมีอากาศที่ร้อนมาก และอาจจะเป็นอันตรายต่อนักฟุตบอลได้ ซึ่งทางกาต้าร์เตรียมการโดยการติดเครื่องปรับอากาศในทุกสนามการแข่งขันเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าพวกเขายอมทำทุกทางที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันให้ได้ ไม่ว่าจะเสียงบประมาณไปเท่าไหร่ก็ตาม และเหมือนว่าหากจะต้องจัดการแข่งขันที่กาต้าร์จริง จะต้องมาเตะกันในช่วงเดือนพฤศจิการยนด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกต่างๆ ในยุโรปได้ทำการแข่งขันไปแล้วทั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องสภาพอากาศ และอาจจะต้องมีการพักเบรคลีกกลางคัน ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ประเทศอื่นเป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดการแข่งขันในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกในทวีปยุโรปได้ปิดฤดูกาลกันไปหมดแล้ว ทำให้ไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่ปกติการจัดการแข่งขันในช่วงเดือนมิถุนายน ชาติจากเอเชียก็มีผลกระทบเช่นกัน เพราะเป็นช่วงที่ลีกใหญ่ๆ ในเอเชียอย่าง เจ ลีก ได้ทำการเตะกันไปแล้วครึ่งฤดูกาลด้วยซ้ำ ทำให้อาจจะมองได้สองมุม ซึ่งอาจจะต้องเป็นเวลาที่เสียสละของลีกจากยุโรปบ้างแล้ว ที่จะต้องมีการเบรคกลางคันเพื่อทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก

เสียดายแทนอุรุกวัย

    ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าน่าเสียดายแทนทีมชาติอุรุกวัยเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ด้วยการเก็บชัยชนะได้ทั้ง 3 นัดในรอบแรก จากการเอาชนะทีมชาติอิยิปต์ในนัดแรก 1-0 จากการโขกประตูชัยของโฮเซ่ คิมิเนซ ปราการหลังดาวรุ่งของทีม และนัดที่ 2 ก็เฉือนเอาชนะซาอุดิอาราเบียมาได้อีก 1-0 จากการทำประตูของหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวเก่งของทีม และนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มที่พวกเขาเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม และเอาชนะทีมชาติรัสเซียไปอย่างขาดลอย 3-0 โดยทั้งหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่ คู่กองหน้าระดับพระกาฬของทีมสามารถทำประตูได้ทั้งคู่ ทำให้ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเอ และไขว้ไปพบกับทีมชาติโปรตุเกสที่จบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มบี ซึ่งพวกเขาก็เริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการออกนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่หลุยส์ ซัวเรซเปิดให้กาวานี่โหม่งเข้าไป หลังจากนั้นก็ถูกเปเป้ กองหลังโปรตุเกสตีเสมอ 1-1 ซึ่งถือเป็นประตูแรกที่ทีมชาติอุรุกวัยเสียในฟุตบอลโลกด้วย แต่สุดท้ายเป็นเอดินสัน กาวานี่ที่มาทำประตูชัยให้ทีมได้สำเร็จ แต่กองหน้าวัย 31 ปีดันได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนัดนี้ด้วย

จากการเอาชนะทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้ารอบมาได้ ทำให้อุรุกวัยเก็บชัยชนะได้ทั้ง 7 นัดในการลงแข่งปี 2018 และไปพบกับทีมชาติฝรั่งเศสโดยเสียประตูในปี 2018 เพียงลูกเดียวจากเปเป้นัดก่อนหน้านี้เท่านั้น ทำให้พวกเขามีความมั่นใจทีเดียว แต่ว่าสิ่งสำคัญคือพวกเขาขาดเอดินสัน กาวานี่ กองหน้าตัวเก่งจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่บาดเจ็บจนไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมนั้นด้วยซ้ำ และเป็นคริสเตียน สตัวนี่ลงมาเล่นแทน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ สุดท้ายจึงฟ่ายไป 0-2 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย และน่าจะเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของออสก้าร์ วอชิงตัน ตาบาเรซ กุนซือที่มีอายุ 71 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมากเพราะเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบปีของอุรุกวัย แต่กลับต้องตกรอบในที่สุด โดยนัดต่อไปของทีมชาติอุรุกวัยคือในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ที่จะเป็นเกมอุ่นเครื่องพบกับทีมชาติเม็กซิโกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ และก็อุ่นเครื่องกับทีมชาติบราซิลในวันที่ 11 กันยายนนี้ โดยจุดแข็งของทีมชาติอุรุกวัยยุคนี้ก็คือการมีกองหน้าระดับเทพอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่เป็นทีเด็ดในแดนหน้า

11 ผู้เล่นยอดเยียมฟุตบอลโลก 2018

    ทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ้าได้มอบรางวัลต่างๆ ให้กับนักเตะยอดเยี่ยม และดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ตั้งแต่รอบชิงชนะเลิศจบลงแล้ว และก็พึ่งประกาศประตูสุดสวยประจำศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาที่ให้แฟนบอลทั่วโลกได้โหวตกัน โดยตกเป็นของแบ็งจาแม็ง ปาวาร์ แบ็คขวาฝรั่งเศสที่ยิงใส่ทีมชาติอาร์เจนติน่าในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ไม่ได้ประกาศ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมในทัวร์นาเม้นต์นี้แต่อย่างใด แต่หากจะให้จัด 11 ผู้เล่นประจำทัวร์นาเม้นต์ตามความเห็นของตัวเองคงออกมาแบบนี้ในระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : ธิบอต์ กูร์ตัวส์ รอบแรกแทบไม่ได้ออกแรงอะไร แต่รอบ 2 กลับต้องเซฟพัลวัน ทั้งนัดกับทีมชาติญี่ปุ่น และโดยเฉพาะกับทีมชาติบราซิล ที่กดไป 8 เซฟ

แบ็คขวา : คีแรน ทริปเปียร์ ตัวเตะลูกนิ่งของทีมชาติอังกฤษที่แม่นยำเหมือนจับวาง ส่วนจังหวะโอเพ่น เพลย์ก็ทำได้ดีไม่มีผิดพลาดอะไร

แบ็คซ้าย : ลูก้าส์ เอร์นานเดส แบ็คซ้ายฝรั่งเศสที่เล่นรับได้เหนียวแน่น และเล่นเกมรุกในจังหวะที่ถูกที่ควร

เซ็นเตอร์ : ราฟาเอล วาราน แข็งแกร่งทั้งการอ่านเกม และลูกกลางอากาศ รวมถึงขึ้นมาโขกประตูสำคัญให้ทีมออกนำอุรุกวัย 1-0 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย

เซ้นเตอร์ : โดมากอย วิด้า : ปราการหลังโครเอเชียวัย 29 ปี ตัดจังหวะสำคัญๆ ช่วยทีมชาติไว้ได้หมด ถึงแม้บางจังหวะเหมือนจะดูเพลี่ยงพล้ำ แต่ก็จัดการได้ตลอด

กองกลาง : ลูก้า โมดริช แน่นอนว่าต้องมีชื่อติดทีม เพราะเป็นถึงนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ และวิ่งได้ตลอด 120 นาที ถึงแม้จะอายุ 32 ปีแล้ว

กองกลาง : ฟิลิเป้ คูตินโญ่ เป็นนักเตะที่โดดเด่นที่สุดของทีมชาติบราซิลในฟุตบอลโลกหนนี้ และมีแอสซิสต์ส่งให้เพื่อนทำประตูหลายครั้ง ซึ่งโดดเด่นกว่าเนย์มาร์ด้วยซ้ำ ในด้านคุณภาพของเกม

กองกลาง : เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ตัวตัดเกมให้ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งดักบอลก่อนถึงกองหลังได้หมด และเป็นคนที่ทำให้ปอล ป็อกบาเล่นง่าย จนฟอร์มโดดเด่นในทัวร์นาเม้นต์นี้

กองหน้า : คิลิยัน เอ็มบัปเป้ ได้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ แถมซัดไปถึง 4 ประตู และป่วนกองหลังคู่แข่งได้ตลอด ด้วยความเร็วในการลากเลื้อย และสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้บ่อยครั้ง

กองหน้า : มาริโอ มานด์ซูคิช ยิงประตูในนัดสำคัญได้ตลอด และเล่นเป็นระบบกับเพื่อนร่วมทีมได้ดี

กองหน้า : เอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมที่โชว์ฟอร์มโดดเด่น และช่วยทีมคว้าอันดับ 3

ราฟาเอล มาร์เกซ ธรรมดาโลกไม่จำ

    ราฟาเอล มาร์เกซ ดาวเตะทีมชาติเม็กซิโก วัย 39 ปี ถือว่าเป็นนักเตะที่ฝีเท้าก็ไม่โดดเด่นมากนัก แต่กลับกลายเป็นนักเตะเม็กซิโกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว และแถมในศึกฟุตบอลโลกล่าสุดที่ประเทศรัสเซีย เขาก็ได้กลายเป็นนักเตะคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่ได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 5 สมัยด้วยกัน ซึ่งเคยมีอันโตนิโอ คาร์บาฆาล อดีตผู้รักษาประตูทีมชาติเม็กซิโก และโลธ่าร์ มัตเธอุส ลิเบโร่ของทีมชาติเยอรมันที่เคยได้ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 5 สมัยเช่นกัน และยังเคยช่วยให้ทีมชาติเม็กซิโกคว้าแชมป์หลายรายการ ทั้งศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพ เมื่อปี 1999 คอนคาเคฟ โกลด์ คัพ 2 สมัย ในปี 2003 และปี 2011 อีกด้วย และล่าสุดได้ประกาศอำลาทีมชาติเม็กซิโกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนี่ยังไม่รวมความสำเร็จในนามสโมสรในช่วงที่ค้าแข้งกับบาร์เซโลน่า ซึ่งสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 2 สมัย และแชมป์ลา ลีก้า สเปนอีก 4 สมัยด้วยกัน ซึ่งช่วงนั้นถือว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่งของบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว โดยเขายืนจับคู่เป็นปราการหลังตัวกลางกับการ์เลส ปูโยล ปราการหลังกัปตันทีมชาติสเปน ซึ่งเล่นร่วมกันได้อย่างแข็งแกร่ง ตลอด 7 ฤดูกาลที่ค้าแข้งในถิ่นคัมป์ นู ซึ่งถือว่าเป็นจุดสูงสุดในอาชีพการเล่นของดาวเตะรูปหล่อรายนี้เลยก็ว่าได้ และเขาน่าจะประกาศแขวนสตั๊ดในเร็ววันนี้ด้วย ซึ่งเขาถูกยกย่องว่าเป็นกองหลังที่ดีที่สุดที่เม็กซิโกเคยมีมา และเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของทีมชาติเม็กซิโกด้วย โดยมีสถิติการลงสนามในนามทีมชาติ 146 นัด โดยเป็นนักเตะที่ลงสนามมากที่สดอันดับ 3 ของทีมชาติเม็กซิโก  และทำได้ 19 ประตู

ปัจจุบัน ราฟาเอล มาร์เกซ ในวัย 39 ปี ยังคงค้าแข้งอยู่ในลีกสูงสุดของประเทศเม็กซิโก กับแอตลาส ซึ่งเขายังเป็นตัวหลักของทีมอยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีน้อยมากที่นักเตะอายุเกือบ 40 ปีที่ไม่ใช่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะยังคงเป็นตัวหลักให้กับทีมในลีกสูงสุดอยู่ โดยเขาเป็นผู้เล่นที่ไม่ได้มีสปีดที่รวดเร็วมาแต่ไหนแต่ไร และมีการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยมมากกว่า ทำให้ยังสามารถเล่นได้ด้วยอายุ 39 ปี ซึ่งความสำเร็จที่ผ่านมาของดาวเตะหน้าหล่อปานพระเอกหนังรายนี้คงยากที่จะมีนักเตะเม็กซิกันรายไหนจะมามีความสำเร็จมากกว่าเขาได้ ขนาดฮาเวียร์ เอร์นานเดส ที่เคยค้าแข้งกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ได้แค่เพียงแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัยเท่านั้น แต่ไม่สามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้

โครเอเชียมาไกลแล้ว

    หากให้คนทายผลคู่ชิงชนะเลิศในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ จากหนึ่งร้อยคนอาจจะไม่มีคนตอบว่าเป็นทีมชาติโครเอเชียที่จะได้เข้าชิงชนะเลิศเลยก็ได้ ซึ่งก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะถึงแม้ทีมชาติโครเอเชียจะได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ใหญ่อย่างฟุตบอลโลก หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเป็นประจำก็ตาม แต่พวกเขาก็มาได้ไม่ไกลจนถึงนัดชิงชนะเลิศเหมือนอย่างปีนี้ โดยฟุตบอลโลกฟร็องค์ 98 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทีม “ตราหมากรุก” ก็เกือบได้เข้าชิงชนะเลิศ แต่ต้องพ่ายทีมเจ้าภาพอย่างทีมชาติฝรั่งเศสในรอบรองชนะเลิศเสียก่อน และสุดท้ายก็ได้อันดับ 3 มาครองด้วยการเอาชนะทีมชาติฮอลแลนด์ 3-1 ซึ่งในยุคนั้นโครเอเชียมีดาวอร์ ซูเคอร์ เป็นดาวยิงประจำทีม และปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมฟุตบอลโครเอเชียอยู่ด้วย

ทีมชาติโครเอเชียชุดนี้เต็มไปด้วยนักเตะมากประสบการณ์อยู่ในทีม ถึงแม้จะขาดดาริโอ เซอร์น่า แบ็คขวาตัวเก๋าที่ประกาศรีไทร์จากการเล่นให้ทีมชาติหลังตกรอบฟุตบอลยูโรเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และปลอกแขนกัปตันทีมจึงตกมาอยู่กับลูก้า โมดริช เพลย์เมคเกอร์วัย 32 ปีแทน และนักเตะส่วนใหญ่ก็มาจากชุดยูโร 2016 นั่นเอง ซึ่ง 11 ตัวจริงแทบจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย โดยเปลี่ยนเพียงแบ็คขวาจากดาริโอ เซอร์น่าเป็นซิเม เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาจากแอตเลติโก มาดริด ที่ได้โอกาสเป็นตัวจริงแทน ทำให้รูปแบบการเล่นยังคงต่อเนื่องจากทัวร์นาเม้นต์ก่อนๆ โดยคู่กองกลางของโครเอเชียอย่างโมดริช และอีวาน ราคิติช ถือว่าเล่นได้อย่างสุดยอดในฟุตบอลโลกหนนี้ ส่วนแนวรุกยังมีมาริโอ มานด์ซูคิชเป็นกองหน้าตัวเป้าเช่นเดิม และตัวริมเส้นมีอีวาน เปริซิช และอันเต เรบิช เป็นตัวทะลุทะลวง ซึ่งพวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรอบแรก ด้วยการเอาชนะไนจีเรีย 2-0 อาร์เจนติน่า 3-0 และไอซ์แลนด์ 2-1 และผ่านเข้ารอบไปพบทีมชาติเดนมาร์ก ซึ่งโครเอเชียดวลจุดโทษชนะไป เช่นเดียวกับรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ก็เอาชนะทีมชาติรัสเซียด้วยการดวลจุดโทษเช่นกัน

รอบรองชนะเลิศถึงแม้จะถูกทีมชาติอังกฤษออกนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม แต่พวกเขาก็ค่อยๆ กลับมาได้สำเร็จ โดยการเอาชนะได้ในช่วงต่อเวลาจากประตูชัยของมาริโอ มานด์ซูคิช และผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ถึงแม้จะเข้าไปพ่ายให้กับทีมชาติฝรั่งเศส 2-4 ก็ตาม แต่เท่านี้ก็ถือว่าทีมชาติโครเอเชียมาได้ไกลกว่าที่ตั้งเป้าไว้มาก และพวกเขายังมีโอกาสต่อยอดได้อีกในศึกฟุตบอลยูโร 2020 ในอีก 2 ปีข้างหน้า

เยอรมันในบอลโลก

    สิ่งที่เกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนจนถึงจบทัวร์นาเม้นต์ มีเกิดเรื่องที่น่าสนใจ และน่าประหลาดใจมากมาย หนึ่งในนั้นที่เป็นเรื่องที่ถูกกล่าวขานจากแฟนฟุตบอลทั่วโลกก็คือการที่ทีมชาติเยอรมันต้องตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกหนนี้นั่งเอง ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมานานกว่า 80 ปีแล้ว หลังจากที่เขาเข้าร่วมในศึกฟุตบอลโลกครั้งแรกเมื่อปี 1934 โดยคว้าอันดับ 3 มาครองได้ แต่ปี 1938 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ทีม “อินทรีย์เหล็ก” ตกรอบแรกในฟุตบอลโลกหนนั้น และนับตั้งแต่นั้นมาพวกเขาไม่เคยตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกเลย จนกระทั่งมาถึงฟุตบอลโลก 2018 นี่เอง

ทีมชาติเยอรมันถูกมองว่าเป็นเต็ง 1 ที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากเป็นแชมป์เก่าจากศึกฟุตบอลโลกที่บราซิล ที่พวกเขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด และเคยถล่มทีมชาติบราซิลในทัวร์นาเม้นต์นั้นถึง 7-1 ด้วย และศึกคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้วพวกเขาก็ยังสามารถคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ถึงแม้โยอาคิม เลิฟ บุนเดสเทรนเนอร์ทีมชาติเยอรมันจะเรียกผู้เล่นชุด 2 ที่เป็นดาวรุ่งซะส่วนใหญ่ในศึกครั้งนั้นก็ตาม แต่พวกเขาก็เอาชนะคว้าแชมป์มาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก รวมถึงในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกโซนยุโรป ทีมชาติเยอรมันพวกเขาก็สามารถเก็บชัยชนะได้ทุกนัดอีกด้วย ทำให้พวกเขายังเป็นเต็งแชมป์ในครั้งนี้อย่างไม่มีใครต้องสงสัย แต่ก็พอเริ่มมีเค้าลางที่ไม่ค่อยดีในช่วงปี 2018 ที่พวกเขาอุ่นเครื่องมา 3 นัดแต่ไม่สามารถเอาชนะใครได้เลย ทั้งเสมอทีมชาติสเปน และแพ้ให้กับทีมชาติบราซิล กับทีมชาติออสเตรียด้วย แล้วถึงมาชนะทีมชาติซาอุดิอาราเบียได้ในการอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายก่อนศึกฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น

และพอทัวร์นาเม้นต์เริ่ม พวกเขาต้องพบกับทีมชาติเม็กซิโก ที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดสำหรับเพื่อนร่วมกลุ่มเลยก็ว่าได้ และพวกเขาก็โดนเกมสวนกลับของเม็กซิโกเล่นงาน จนพ่ายไป 0-1 ยังดีที่นัดต่อมาพวกเขาพลิกสถานการณ์จากการตามหลังทีมชาติสวีเดนก่อน แต่กลับมาเอาชนะได้ในช่วงท้ายเกม 2-1 จากฟรีคิกเปลี่ยนจุดของโทนี่ โครสส์ในช่วงท้ายเกม แต่นัดสุดท้ายพวกเขากลับทำงามใส้ เมื่อพ่ายให้กับทีมชาติเกาหลีใต้ 0-2 และต้องตกรอบแรกในที่สุด ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเอง รวมถึงอาจจะโทษการเรียกตัว และจัดตัวนักเตะของโยอาคิม เลิฟก็ได้

สมควรทุกประการ

   เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพตกเป็นของทีมชาติฝรั่งเศส ที่สามารถเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ในนัดชิงชนะเลิศ 4-2 โดยเล่นกันได้อย่างสนุกในระดับหนึ่งทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์ที่เหนือความคาดหมายพอสมควร หากวัดจากก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น เนื่องจากพลพรรค “ตราไก่” ถูกมองว่ายังไม่ใช่ของจริง และยังไม่นิ่งพอจากตอนที่พวกเขาผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพเอง แต่ดันไปพ่ายให้กับทีมชาติโปรตุเกสคาบ้านในช่วงต่อเวลาพิเศษ ทั้งๆ ที่นัดนั้นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ บาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกตั้งแต่ต้นครึ่งแรก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถคว่ำโปรตุเกสลงได้ จนพลาดท่าแพ้ในช่วงต่อเวลาจนได้ ทำให้ฟุตบอลโลกหนนี้ถูกมองข้าม และไม่ค่อยมีใครเชื่อมือดิดิเย่ร์ เดช็องส์ด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น พวกเขาก็ค่อยถูกพูดถึงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากบรรดาทีมชาติชั้นนำที่ถูกมองว่าเก่งนักเก่งหนา กับทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ และไม่ดีเท่าที่คิด และต่างเริ่มทยอยตกรอบกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมชาติเยอรมัน ที่เป็นเต็ง 2 ก่อนเริ่มรายการ จนมาถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พวกเขาต้องพบกับอีก 1 ทีมเต็งอย่างทีมชาติอาร์เจนติน่า แต่ด้วยปัญหาที่มากมายของทีม “ฟ้าขาว” ทั้งในเรื่องตัวกุนซือ แผนการเล่น และการจัดตัวนักเตะลงสนามที่ผิดพลาด ทำให้ฝรั่งเศสเอาชนะไปได้ 4-3 และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเก็บอีก 1 ทีมจากอเมริกาใต้ได้ คือเอาชนะอุรุกวัยได้ 2-0 และผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ ทำให้ตอนนั้นพวกเขากลายเป็นเต็ง 1 ทันที เนื่องจากทีมชาติบราซิลก็ดันพ่ายต่อเบลเยี่ยมตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแล้ว และฝรั่งเศสก็ยังเฉือนเบลเยี่ยมอีก 1-0 ผ่านเข้าชิงชนะเลิศได้สำเร็จ และนี่ก็เป็นเส้นทางของทีมแชมป์ฟุตบอลโลกปีล่าสุด

หากมองจากรายชื่อนักเตะจะเห็นได้ว่าพวกเขามีพร้อมทุกตำแหน่ง ทั้งประสบการณ์และความสดจากดาวรุ่ง และยังมีคู่กองกลางที่แข็งแกร่งอย่างปอล ป็อกบา และเอ็นโกโล่ ก็องเต้ คอยคุมจังหวะเกม และตัวสำรองสามารถเปลี่ยนลงสนามแทนตัวจริงได้อย่างไม่ขัดเขิน ซึ่งคุณภาพไม่ต่างกันมากนัก เรียกได้ว่าทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เล่นได้ทั้งบู๊ และบุ๋น คือจะบุกเอาประตูก็ทำได้ดี หรือจะตั้งรับพวกเขาก็เหนียวแน่น และยังมีเกมโต้กลับที่อันตราย ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้เหมาะสมกับการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ทุกประการ

รวมรางวัลบอลโลก

    คงทราบกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าทีมชาติฝรั่งเศสสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จด้วยการเอาชนะทีมชาติโครเอเชียได้ 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศ แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบรางวัลส่วนตัวอื่นๆ ที่ทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ที่มอบให้กับนักเตะในช่วงหลังจากที่ทีมชาติฝรั่งเศสรับถ้วยแชมป์กันไปแล้ว โดยมีรางวัลต่างๆ ดังนี้

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บอล ตกเป็นของลูก้า โมดริช กองหน้าห้องเครื่องของทีมชาติโครเอเชีย ที่ถึงแม้จะมีวัย 32 ปีแล้ว แต่เขาก็เป็นหัวใจในแดนกลางร่วมกับอีวาน ราคิติช และทำให้โครเอเชียผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่าหากโครเอเชียคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ เขาน่าจะได้รางวัลบัลลง ดอร์ในช่วงปลายปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับเรอัล มาดริดมาก่อนหน้านี้แล้ว

รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเม้นต์ หรือรางวัลโกลเด้น บูท เป็นของแฮร์รี่ เคน กองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ ที่ซัดไป 6 ประตู โดย 3 ประตูในนั้นมาจากการยิงลูกโทษ ซึ่งรอบแรกดาวยิงจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ก็ซัดไปแล้ว 5 ประตู เนื่องจากอยู่ในกลุ่มที่ไม่แข็ง เพราะมีตูนิเซีย และปานามาเป็นเพื่อนร่วมสาย ส่วนอันดับ 2 ได้แก่อองตวน กรีซมันน์ ที่ทำได้ 4 ประตู และอันดับ 3 ก็คือโรเมลู ลูกากู กองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำได้ 4 ประตูเท่ากัน แต่จำนวนแอสซิสต์น้อยกว่ากองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส

รางวัลถุงมือทองคำหรือรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม คือธิบอต์ กูร์ตัวส์ นายประตูทีมชาติเบลเยี่ยมที่ทำผลงานได้เด่นในรอบน็อคเอาต์ที่พบกับทีมชาติญี่ปุ่น ถึงแม้จะเสียไป 2 ประตูในเกมนั้นก็ตาม และก็มาท็อปฟอร์มในนัดที่เอาชนะทีมชาติบราซิลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเขาเซฟได้ถึง 8 เซฟในเกมนั้น

รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ตกเป็นของคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองกหน้ารุ่งของทีมชาติฝรั่งเศส ด้วยวัยเพียง 19 ปี แต่เขาสามารถทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการซัดไปถึง 4 ประตู โดยนัดที่โชว์ฟอร์มได้เข้าตาที่สุดก็คือเกมที่เอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่า 4-3 ซึ่งเขาทำได้ 2 ประตู รวมถึงประตูปิดกล่องในนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่งเขาเป็นผู้ทลายแนวรับของทั้งทีมชาติอาร์เจนติน่า และทีมชาติเบลเยี่ยมด้วยความเร็วของเขา

รางวัลแฟร์ เพลย์ เป็นทีมชาติสเปนที่ได้ไป เนื่องจากทีม “กระทิงดุ” เสียใบเหลืองไปเพียง 2 ใบเท่านั้น ตลอดทัวร์นาเม้นต์ที่ลงสนามไป 4 นัด จากเคราร์ด ปิเก้ และเซร์ฆิโอ บุสเก็ตส์