อีก 4 ปีข้างหน้า

    หลังจากที่ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลก็ต้องรออีก 4 ปีเลยทีเดียว ถึงจะมีมหกรรมฟุตบอลโลกบรรเลงเพลงแข้งให้ชมอีกครั้ง โดยในครั้งหน้าฟุตบอลโลกจะไปจัดกันที่ประเทศกาต้าร์ ดินแดนแห่งทะเลทรายที่ถือว่าเป็นครั้งแรกด้วยที่ฟุตบอลโลกมาจัดกันที่ประเทศในแถบตะวันออกกลาง หากว่าไม่มีปัญหากันเสียก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทางฟีฟ่าจะกลับไปสอบสวนการลงคะแนนเสียงอีกครั้งว่ามีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพกันเกิดขึ้นก็เป็นได้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ หากเกิดว่าชาติเจ้าภาพยังคงเป็นประเทศกาต้าร์อยู่นั้นกคือจะมีทีมจากทวีปเอเชียได้โควต้าไปเล่นในรอบสุดท้ายมากขึ้น ซึ่งมันก็คือตามโควต้าเดิมคือ 4.5 ทีมนั่นเอง แต่ว่าหากเพิ่มเจ้าภาพอย่างกาต้าร์ไปด้วยก็จะมีโอกาสที่จะมีทีมชาติจากทวีปเอเชียในรอบสุดท้ายถึง 6 ทีมเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของทีมชาติไทยด้วยซ้ำ ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ แต่ดูจากสภาพทีมชาติไทยตอนนี้คงต้องบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ ขนาดตอนฟุตบอลโลกปี 2002 ที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็น 2 ชาติที่ได้โควต้าไปเตะฟุตบอลโลกเป็นประจำถูกตัดออกไป แต่ทีมชาติไทยก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้อยู่ดี ซึ่งแฟนฟุตบอลชาวไทยก็คงต้องรอกันต่อไปก่อน

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือแต่ละทีมชาติในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ว่าสภาพทีมของแต่ละชาติในฟุตบอลโลกครั้งหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่จากที่ดูแล้ว ทีมชาติฝรั่งเศสน่าจะยังเป็นเต็งแชมป์ในฟุตบอลโลกครั้งหน้าอยู่ เพราะนักเตะในทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้ ยังสามารถเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนหน้าได้แทบทั้งหมด ส่วนอีกชาติที่น่าจะมีนักเตะที่ก้าวขึ้นมาได้ดีก็คือทีมชาติอังกฤษ ที่ทีมชาติในชุดเยาวชนของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ทั้งหมด ทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 20 ปี ซึ่งอีก 4 ปีข้างหน้า นักเตะจากทีมเยาวชนเหล่านี้น่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษได้พอดี และที่น่าจับตามองอีกชาติก็คือทีมชาติญี่ปุ่น ที่จะสามารถไปได้ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือไม่ หลังจากที่เกือบเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายมาแล้วในฟุตบอลโลกรอบที่ผ่านมา