อังกฤษ ก็คืออังกฤษ

    It’s coming home เป็นสโลแกนที่แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษใช้เป็นแคมเปญในการสนับสนุนและเชียร์ทีม “สิงโตคำราม” ในศึกฟุตบอลโลกคราวนี้ ซึ่งก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์พวกเขาไม่ได้หวังอะไรมากมายนักกับขุมกำลังในชุดนี้ที่มีแกเร็ธ เซาต์เกธ เป็นเทรนเนอร์ โดยนักเตะส่วนใหญ่ใน 23 ผู้เล่นที่ถูกเรียกติดทีมชุดนี้เป็นดาวรุ่งซะเยอะ ตามนโยบายที่เซาต์เกธถนัด และชื่นชอบ เนื่องจากเขาเคยคุมทีมชุด 21 มาก่อนหลายปี ทำให้เรียกเด็กที่เคยร่วมงานด้วยหลายคนขึ้นมาติดทีมครั้งนี้ด้วย โดยมีแฮร์รี่ เคน กองหน้าจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เป็นกัปตันทีม และเป็นตัวความหวังในการจบสกอร์ของทีมด้วย

แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้น ทีมชาติอังกฤษกลับทำให้ความหวังของแฟนบอลมีมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มด้วยการเอาชนะทีมชาติตูนิเซียในช่วงท้ายเกม ต่อด้วยถล่มทีมชาติปานามาแบบหมดรูป 6-1 ก่อนที่จะมาแพ้ให้กับทีมชาติเบลเยี่ยม 0-1 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งแฟนบอลทีมชาติอังกฤษกลับมองว่าเป็นผลดีต่อทีมด้วยซ้ำที่ต้องตกมาอยู่อันดับ 2 ของกลุ่ม เมื่อพวกเขาสามารถหลบทีมแกร่งจากสายบน และมาอยู่สายล่างซึ่งมีเพียงทีมชาติสเปน กับทีมชาติโครเอเชียเท่านั้นที่ดูแข็งแกร่งกว่าพวกเขาเล็กน้อย ถึงแม้ว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายจะต้องเจอทีมที่แข็งหน่อยอย่างทีมชาติโคลอมเบียก็ตาม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ผ่านทีมจากอเมริกาใต้ได้สำเร็จ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1 ซึ่งถือว่าเป็นของที่หาดูยากมากสำหรับการเอาชนะจุดโทษของทีมชาติอังกฤษ เพราะก่อนหน้านี้พวกเขายิงจุดโทษชนะเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากการเตะ 8 ครั้ง ซึ่งเหมือนเป็นการล้างอาถรรย์ได้สำเร็จ และยิ่งทำให้แฟนฟุตบอลทีมชาติอังกฤษมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกจะกลับสู่ประเทศอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเมื่อ 52 ปีที่แล้ว ที่พวกเขาเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรก และครั้งสุดท้ายในปี 1966

และรอบ 8 ทีมสุดท้ายพวกเขาก็ยังเขี่ยทีมชาติสวีเดนตกรอบไปอย่างง่ายดาย 2-0 แต่สุดท้ายอังกฤษ ก็คืออังกฤษอยู่วันยันค่ำ เมื่อต้องตกรอบรองชนะเลิศอย่างน่าเสียดาย เพราะพลาดท่าให้กับทีมชาติโครเอเชียในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-2 ทั้งๆ ที่นำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่ช่วง 5 นาทีแรกของเกม และสุดท้ายในนัดชิงอันดับ 3 พวกเขาก็หมดฤทธิ์ เพราะต้องแพ้ต่อทีมชาติเบลเยี่ยม 0-2 และจบทัวร์นาเม้นต์ด้วยการเป็นอันดับ 4 ในฟุตบอลโลกคราวนี้เท่านั้น ซึ่งน้อยหน้าบรรดาทีมเยาวชนของชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่ต่างคว้าแชมป์โลกกันสำเร็จมาในปีล่าสุด ทั้งทีมยู 17 และยู 20

“เมสซี่” กับบอลโลก มันจบแล้ว

    ความไฝ่ฝันสูงสุดของเหล่านักฟุตบอลก็คือการที่จะได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกซักครั้งนึงในชีวิต แต่กับนักฟุตบอลชาติใหญ่ๆ อย่างทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว ก็คงจะฝันถึงการเป็นแชมป์โลกให้ได้ซักครั้งด้วย แล้วโดยเฉพาะลิโอเนล เมสซี่ เพลย์เมคเกอร์จากบาร์เซโลน่าแล้วด้วย ยิ่งต้องการเป็นแชมป์โลกอย่างยิ่ง เพื่อที่จะเป็นการการันตีว่าเขายอดเยี่ยมที่สุดในโลก เหมือนอย่างที่ดิเอโก้ มาราโดน่า รุ่นพี่ที่เป็นตำนานทีมชาติและเป็นสุดยอดนักเตะที่แฟนบอลทั่วโลกยอมรับ เนื่องจาก “เสือเตี้ย” สามารถพาทีมชาติอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้วในปี 1986 และยิ่งคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เป็นคู่เปรียบเทียบกับเขาว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกในยุคนี้ได้พาทีมชาติโปรตุเกสคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเมื่อปี 2016 มาแล้วด้วย ยิ่งทำให้เพลย์เมคเกอร์วัย 31 ปีต้องการคว้าแชมป์โลกเป็นอย่างยิ่ง

แต่ก็อย่างที่ทราบกันไปแล้ว พวกเขาต้องพบกับความผิดหวังอย่างรุนแรงในฟุตบอลโลก 2018 เมื่อทำได้เพียงถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายเท่านั้น หลังจากที่พ่ายต่อทีมชาติฝรั่งเศสไป 3-4 ซึ่งนี่อาจจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดสุดท้ายของผู้ชายที่ชื่อลิโอเนล เมสซี่แล้วด้วย ซึ่งถึงแม้ตอนนี้ดาวเตะจากบาร์เซโลน่าจะมีอายุเพียง 31 ปี ในอีก 4 ปีข้างหน้าเขาจะมีอายุ 35 ปี ซึ่งอายุก็อาจจะพอเล่นได้ก็จริง แต่เขาอาจจะไม่สุดยอดเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้ หรืออาจจะแขวนสตั๊ดไปแล้วก็ได้ ซึ่งระยะเวลา 4 ปีถือว่านานทีเดียวที่จะเกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่มีโอกาสไม่น้อยที่เมสซี่อาจจะตัดสินใจอำลาทีมชาติอาร์เจนติน่าอีกครั้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งเขาเคยประกาศอำลาทีมชาติไปแล้วหลังจากจบศึกโกปา อเมริกาเมื่อปี 2016 หลังพ่ายจุดโทษให้กับทีมชาติชิลีในนัดชิงชนะเลิศ จนมีข่าวถึงขั้นว่าประธานาธบดีของอาร์เจนติน่าต้องไปขอร้องให้กลับมาเล่นอีกครั้ง

ด้วยสภาพร่างกาย และอายุที่มากขึ้นเรื่อย บวกกับความผิดหวังที่เขาต้องเจอกับทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด ทำให้ถูกมองว่ามีโอกาสสูงมากที่ดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ 5 สมัย จะประกาศอำลาทีมชาติ “ฟ้า-ขาว” อีกครั้งในเร็วๆ นี้ แล้วคราวนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนใจกลับมาเล่นอีกครั้งด้วย ถึงแม้ว่าจะเอาใครมาง้อหรือพูดโน้มน้าวก็ตาม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบไปบ้าง แต่ระดับทีมชาติอาร์เจนติน่าแล้ว มีนักเตะตัวรุกระดับชั้นนำมากมายที่พอจะสามารถทดแทนเมสซี่ได้

บอลโลกที่สนุกที่สุด

  ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากมายก่อนที่ทัวร์นาเม้นต์จะเริ่มต้นขึ้น ทั้งในเรื่องของความคึกคักจากสื่อต่างๆ หรือในด้านการจัดการโดยอาจจะเนื่องจากประเทศรัสเซียเป็นประเทศปิดตามสายตาของชาวโลกด้วย ทำให้ดูจะเป็นฟุตบอลโลกที่น่าจะกร่อยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เลยก็เป็นได้ รวมถึงจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตัดสิน ซึ่งก็คือ VAR Video Assistant Refferee นั่นเอง ซึ่งถึงแม้จะมีการทดลองใช้ตามลีกต่างๆ มาบ้างแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับ และมีข้อถกเถียงมากมาย แต่พอทัวร์นาเม้นต์เริ่มต้นขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า ทำการบ้านมาได้อย่างยอดเยี่ยม แก้ปัญหาในคำวิจารณ์ต่างๆ มาได้อย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของ VAR ที่ตอนแรกถูกมองว่าจะทำให้เสน่ห์ของฟุตบอลหมดไป และจะทำให้เสียเวลามากต่อการดู 1 ครั้ง แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อฟุตบอลโลกคราวนี้ ถูกมองว่าเป็นฟุตบอลโลกที่สนุกที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่มีการแข่งขันมาเลยก็ว่าได้ เพราะฟุตบอลโลกหนนี้มีการทำประตูได้อย่างมากมาย รวมถึงมีการตัดสินที่ดูจะเป็นธรรมขึ้น และไม่ค่อยมีข้อครหาหลังจบเกมเหมือนดั่งฟุตบอลโลกคราวก่อนๆ

คนที่ผ่านการรับชมฟุตบอลโลกมาหลายสมัย อาจจะมองว่าอาจจะมีฟุตบอลโลกคราวอื่นที่อาจจะยังอยู่ในความทรงจำมากกว่า หรืออาจจะคลาสสิก และมีคุณภาพมากกว่า แต่หากไม่มีอคติกันน่าจะมีความคิดเห็นคล้ายๆ กันว่าฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพหนนี้น่าจะเป็นฟุตบอลโลกที่สนุก และเอ็นเตอร์เทนมากที่สุดแล้ว ซึ่งฟุตบอลโลกครั้งนี้มีทั้งความดราม่าแทบทุกเกม รวมถึงการทำประตูในช่วงท้ายเกม ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย รวมถึงเรื่องเหลือเชื่อต่างๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็น เช่นการที่ทีมชาติเยอรมันตกรอบแรกในศึกฟุตบอลโลกอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมยังพ่ายให้กับเกาหลีใต้ถึง 0-2 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มอีกด้วย รวมถึง 2 ดาวเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในโลกของยุคอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และลิโอเนล เมสซี่ ก็ได้รับความสนใจด้วย แต่ต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งคนหนึ่งทำแฮตทริคใส่ทีมชาติสเปนได้ตั้งแต่นัดแรก ส่วนอีกคนหนึ่งกลับต้องเป็นเดอะ แบก เพื่อพาทีมอาร์เจนติน่าผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ล้วนแล้วแต่มีความน่าสนใจ รวมถึงสถิติต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละแมตช์อีกด้วย ซึ่งฟุตบอลโลกหนนี้แทบจะมีประตูเกิดขึ้นทุกนัด ยกเว้นนัดที่ทีมชาติฝรั่งเศส เสมอกับทีมชาติเดนมาร์ก  0-0 ในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเท่านั้น