ดาวซัลโวตลอดกาล

    ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านๆ มาก็มีนักเตะมากหน้าหลายตาที่แจ้งเกิดได้ในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และก็มีหลายคนเช่นกันที่ได้เป็นดาวซัลโว และคว้ารางวัลลลรรรองเท้าทองคำไปครองในทัวร์นาเม้นต์นั้นๆ แต่ใช่ว่านักเตะที่โด่งดังหลายๆ คนในยุคก่อนหน้านี้ที่จะได้เล่นในศึกฟุตบอลโลกบ่อยๆ ถึงแม้ว่าจะเก่งเพียงไหนก็ตาม แต่หากชาติของเขาเหล่านั้นไม่สามารถผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายได้ โอกาสที่จะทำประตูได้มันก็ไม่มี ทำให้สถิติดาวซัลโวตลอดกาลในศึกฟุตอบลโลกที่ผ่านมานั้นหยุดอยู่ที่ 14 ประตูมาอย่างยาวนาน โดยแกร์ด มุลเลอร์ กองหน้าเจ้าของฉายา “กองหน้าตีนระเบิด” ของทีมชาติเยอรมัน และของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค ทำค้างเอาไว้ตั้งแต่ปี 1974 ที่ 14 ประตู โดยมุลเลอร์มาทำ 2 ประตูในปีนั้น ทำให้เขาทำสถิติแซงหน้าของจูส์ ฟ็องแต็ง กองหนี้ทีมชาติฝรั่งเศสที่ทำไว้ 12 เมื่อปี 1958 มาได้ และสถิติ 14 ประตูก็ค้างมาอย่างยาวนานและไม่มีใครสามารถทำลายสถิติได้เลย จนกระทั่งมาเจอโรนัลโด้ กองหน้าร่างท้วมของทีมชาติบราซิล ที่ใช้เวลาเพียง 3 ทัวร์นาเม้นต์เท่านั้นก็สามารถทำได้ถึง 15 ประตู โดยโรนัลโด้มีชื่อติดทีมชาติบราซิลในชุดที่เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1994 ด้วย แต่ว่าเขาไม่ได้ลงสนามช่วยทีมแม้ต่นัดเดียว แต่เขามาเป็นตัวหลักในศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ ซึ่งทัวร์นาเม้นต์นั้นโรนัลโด้ทำไปได้ทั้งหมด 4 ประตู แต่ทัวร์นาเม้นต์ที่พีคที่สุดของโรนัลโด้ก็คือปี 2002 ที่เขาทำไปถึง 8 ประตู โดยเป็น 2 ประตูที่ยิงใส่โอลิเวอร์ คาน นายประตูทีมชาติเยอรมันในนัดชิงชนะเลิศด้วย และในฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมันเขาก็มาทำ 3 ประตูทำให้เรวมเป็น 15 ประตูแซงหน้าแกร์ด มุลเลอร์ได้สำเร็จ โดยประตูที่ 15 เกิดขึ้นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พบกับทีมชาติกาน่านี่เอง

แต่ว่าตอนนี้สถิตินั้นไม่ได้อยู่ที่ 15 ประตูแล้ว แต่กลับกลายเป็นจำนวน 16 ประตูของมิโรสลาฟ โคลเซ่ กองหน้าของทีมชาติเยอรมันต่างหาก ที่มาทำได้ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิลเป็นเจ้าภาพ โดยกองหน้าจอมเหินเวหารายนี้ต้องใช้ 4 ทัวร์นาเม้นต์เลยทีเดียวกับการทำ 16 ประตูในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งอันที่จริงโคลเซ่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ในระดับสโมสรด้วยซ้ำ ซึ่งเขาเคยเป็นดาวซัลโวของศึกบุนเดสลีก้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ตอนสมัยค้าแข้งกับแวร์เดอร์ เบรเมนเมื่อปี 2005 แต่เขากลับกลายเป็นเจ้าของสถิติดาวซัลโวตลอดการลของศึกฟุตบอลโลกในตอนนี้

 

อีก 4 ปีข้างหน้า

    หลังจากที่ศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพจบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อช่วงกลางเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา แฟนฟุตบอลก็ต้องรออีก 4 ปีเลยทีเดียว ถึงจะมีมหกรรมฟุตบอลโลกบรรเลงเพลงแข้งให้ชมอีกครั้ง โดยในครั้งหน้าฟุตบอลโลกจะไปจัดกันที่ประเทศกาต้าร์ ดินแดนแห่งทะเลทรายที่ถือว่าเป็นครั้งแรกด้วยที่ฟุตบอลโลกมาจัดกันที่ประเทศในแถบตะวันออกกลาง หากว่าไม่มีปัญหากันเสียก่อน เนื่องจากก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทางฟีฟ่าจะกลับไปสอบสวนการลงคะแนนเสียงอีกครั้งว่ามีการล็อบบี้กันเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพกันเกิดขึ้นก็เป็นได้

สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ หากเกิดว่าชาติเจ้าภาพยังคงเป็นประเทศกาต้าร์อยู่นั้นกคือจะมีทีมจากทวีปเอเชียได้โควต้าไปเล่นในรอบสุดท้ายมากขึ้น ซึ่งมันก็คือตามโควต้าเดิมคือ 4.5 ทีมนั่นเอง แต่ว่าหากเพิ่มเจ้าภาพอย่างกาต้าร์ไปด้วยก็จะมีโอกาสที่จะมีทีมชาติจากทวีปเอเชียในรอบสุดท้ายถึง 6 ทีมเลยทีเดียว ซึ่งอันที่จริงก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของทีมชาติไทยด้วยซ้ำ ที่มีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะได้เข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนนี้ แต่ดูจากสภาพทีมชาติไทยตอนนี้คงต้องบอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้ ขนาดตอนฟุตบอลโลกปี 2002 ที่เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ซึ่งถือว่าเป็น 2 ชาติที่ได้โควต้าไปเตะฟุตบอลโลกเป็นประจำถูกตัดออกไป แต่ทีมชาติไทยก็ยังไม่สามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายได้อยู่ดี ซึ่งแฟนฟุตบอลชาวไทยก็คงต้องรอกันต่อไปก่อน

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือแต่ละทีมชาติในอีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ว่าสภาพทีมของแต่ละชาติในฟุตบอลโลกครั้งหน้าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่จากที่ดูแล้ว ทีมชาติฝรั่งเศสน่าจะยังเป็นเต็งแชมป์ในฟุตบอลโลกครั้งหน้าอยู่ เพราะนักเตะในทีมชาติฝรั่งเศสชุดนี้ ยังสามารถเล่นในศึกฟุตบอลโลกหนหน้าได้แทบทั้งหมด ส่วนอีกชาติที่น่าจะมีนักเตะที่ก้าวขึ้นมาได้ดีก็คือทีมชาติอังกฤษ ที่ทีมชาติในชุดเยาวชนของพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ทั้งหมด ทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี และ 20 ปี ซึ่งอีก 4 ปีข้างหน้า นักเตะจากทีมเยาวชนเหล่านี้น่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษได้พอดี และที่น่าจับตามองอีกชาติก็คือทีมชาติญี่ปุ่น ที่จะสามารถไปได้ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายหรือไม่ หลังจากที่เกือบเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายมาแล้วในฟุตบอลโลกรอบที่ผ่านมา

เอเชี่ยนส์ เกมส์

 

ในเดือนสิงหาคมมีทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่น่าสนใจก็คือศึกเอเชี่ยน เกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพนั่นเอง โดยฟุตบอลเอเชี่ยน เกมส์ เคยเป็นทัวร์นาเม้นต์กีฬาที่ให้แต่ละชาติในทวีปเอเชียส่งผู้เล่นชุดใหญ่มาทำกรแข่งขันกันในแต่ละครั้ง ซึ่งกีฬาเอเชี่ยน เกมส์จะมีการแข่งขันกัน 4 ปีครั้งเหมือนอย่างเช่นกีฬาโอลิมปิกนั่นเอง ซึ่งฟุตบอลชายถูกบรรจุให้อยู่ในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์มาตั้งแต่ปี 1951 แล้ว ส่วนฟุตบลหญิงมาบรรจุกันในปี 1990 แต่พึ่งได้มีการเปลี่ยนกฏมาเป็นให้ส่งผู้เล่นอายุไม่เกิน 23 ปีมาทำการแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ในปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพนี่เอง เพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกฤดูร้อน ที่ก็ใช้กฏเกณฑ์นี้เช่นกัน โดยสามารถอนุญาตให้ใส่โควต้านักเตะที่มีอายุเกินได้ 3 คนในแต่ละชาติ โดยจะเป็นนักเตะในตำแหน่งไหนก็ได้ แต่ได้เพียงแค่ชาติละ 3 คนเท่านั้น

การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยน เกมส์ในครั้งนี้จัดขึ้นที่ประเทศอินโดนีเชีย ที่กรุงจากาต้าร์ และเมืองปาเล็มบัง โดยในการแข่งขันฟุตบอลชายได้เริ่มทำการแข่งขันมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่ชาติมหาอำนาจลูกหนังของเอเชียก็ลงทำการแข่งขันกันครบครัน โดยทีมชาติไทยก็ได้ส่งชุดยู 23 ไปทำการแข่งขันด้วย แต่ไม่ได้ใช้สิทธิ์โควต้าอายุเกินแม้แต่รายเดียว และสุดท้ายก็ตกรอบแรกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของรายลเอียดต่างๆ เพราะหลายๆ คนคงด่ากันไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่น่าสนใจก็คือบรรดาทีมละแวกเพื่อนบ้านของเรานั้น หลายๆ ทีมมีผลงานที่น่าประทับใจทีเดียว ที่สามารถเอาชนะทีมมหาอำนาจลูกหนังของเอเชียได้หลายทีมทีเดียว อย่างทีมชาติมาเลเซียชุดนี้ก็สามารถพลิกล็อคเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ได้ 2-1 ด้วย ซึ่งทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้จัดเต็ม และเน้นแชมป์มากๆ เนื่องจากมีซอน ฮองมิน ดาวเตะจากท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์มาร่วมทีมชุดนี้ด้วย หรืออย่างทีมชาติเวียตนามก็สามารถเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้แล้ว 1-0 ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นชุดนี้จะเป็นชุดที่แบกอายุก็ตาม

การที่ไม่ได้เอาทีมชุดใหญ่มาทำการแข่งขันในทัวร์นาเม้นต์แบบนี้ มันทำให้เกิดความสูสี และเกิดความสนุกมากขึ้นด้วยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลในเอเชี่ยน เกมส์ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นการวัดอนาคตของทีมชาติต่างๆ ได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว ว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าทีมชาติชุดใหญ่จะมีแนวโน้มอย่างไร ส่วนทีมชาติใหญ่ๆ อย่างญี่ปุ่น หรือกาหลีใต้คงไม่ต้องพูดถึงกับฟุตบอลระดับนี้แล้ว

เทรนด์การเลิกเล่นทีมชาติ

    หลังจากช่วงที่จบศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา เหมือนว่าจะมีนักเตะหลายคนที่ปลดระวาง และประกาศเลิกเล่นทีมชาติกันไป ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากนักเตะเหล่านั้นอยู่ในช่วงบั้นปลายของอาชีพการค้าแข้ง อย่างราฟาเอล มาร์เกซ กองหลังของทีมชาติเม็กซิโก หรืออย่างเอสซาม เอล ฮาดารี่ นายทวารทีมชาติอิยิปต์ ที่ทำสถิติเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกด้วยวัย 45 ปีก็ประกาศเลิกเล่นทีมชาติ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควร คืออายุมากแล้ว และเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับเด็กรุ่นใหม่ได้ก้าวขึ้นมามีโอกาสติดทีมชาติมากขึ้นด้วย แต่ในระยะหลังเหมือนว่าจะมีนักเตะหลายคนที่ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติเร็วกว่ากำหนดด้วยซ้ำ ซึ่งมันก็ถือว่าเป็นเรื่องการตัดสินใจส่วนบุคคล และเป็นความสมัครใจของแต่ละคนด้วย

ทีมชาติสเปนที่หลังจากตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นหลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือของโรม่า และบาร์เซโลน่าเข้ามาคุมทีมแทนจูเลน โลเปเตกีที่โดนปลดออกไปคุมทีมเรอัล มาดริด และแทนที่เฟร์นานโด เอียร์โร่ที่มารักษาการแทนในช่วงฟุตบอลโลก แต่ว่ามาถึงเอ็นริเก้ก็ต้องปวดหัวทันที เมื่อตัวหลักในทีมชาติสเปนอย่างเคราร์ด ปิเก้ และดาบิด ซิลบา ต่างประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติสเปนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งปิเก้ ปราการหลังของบาร์เซโลน่าอยู่ในวัย 31 ปีซึ่งอันที่จริงยังสามารถเล่นได้ถึงศึกยูโร 2020 ได้อย่างสบาย แต่ด้วยปัญหาความบาดหมางที่แฟนทีมชาติสเปนไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่ ทำให้เขาตัดสินใจอำลาทีมชาติดีกว่า ซึ่งมีข่าวด้วยว่าหลุยส์ เอ็นริเก้อยากที่จะไปเกลี้ยกล่อมให้เคราร์ด ปิเก้กลับมาช่วยทีมก่อน เนื่องจากทีมชาติสเปนยังขาดกองหลังที่ไว้ใจได้อยู่ และยังไม่มีตัวแทนที่พอจะไว้ใจให้มาเล่นร่วมกับเซร์คิโอ รามอสได้ ส่วนในรายของดาบิด ซิลบานั้นก็เลิกเล่นในวัย 32 ปี โดยในตำแหน่งของเขาก็มีนักเตะมากมายในทีมชาติสเปน เช่นเดียวกับอันเดรส อิเนสต้า ก็ประกาศเลิกเล่นให้ทีมชาติเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีนักเตะชาติอื่นๆ ที่ก็ทยอยกันประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติกันหลายคนทีเดียว โดยที่น่าสนใจก็คือวิคเตอร์ โมเซส ปีกทีมชาติไนจีเรียที่ก็ประกาศเลิกเล่นให้กับทีมชาติไนจีเรียแล้วเช่นกัน ซึ่งโมเซส ปีกจากทีมเชลซี ยังมีอายุเพียง 27 ปีเท่านั้น ซึ่งเหมือนกับว่าเทรนด์การเลิกเล่นให้กับทีมชาติตอนนี้กำลังมา

VAR ครั้งแรก

    ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซียที่ผ่านพ้นไปเป็นเดือนแล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องที่ให้พูดถึงมากมาย โดยเฉพาะกับการเอาเทคโนโลยีมาช่วยในการตัดสินเป็นครั้งแรก ทั้งระบบ Goal line ที่จะมีการแจ้งเตือนผู้ตัดสินในกรณีที่บอลข้ามเส้นประตูไปแล้ว ซึ่งก็ได้ใช้งานในทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย ในนัดที่ทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะทีมชาติออสเตรเลียไปได้ 2-1 ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งถือว่าเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ได้ใช้เทคโนโลยีโกล ไลน์ในการช่วยตัดสิน และอีก 1 เทคโนโลยี่ก็คือ VAR หรือระบบวีดีโอ ผู้ช่วยของผู้ตัดสินนั่นเอง ที่จะทำให้ผู้ตัดสินสามารถดูภาพรีเพลย์ได้หากไม่มั่นใจในคำตัดสิน ซึ่งตอนแรกนั้นถือว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากกับการนำระบบนี้มาใช้ในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งทุกคนต่างกลัวว่าการใช้ระบบนี้มันจะทำให้ฟุตบอลขาดเสน่ห์ไป และรวมถึงจะทำให้เกมหยุดบ่อยขึ้นด้วย แต่ว่าทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าก็ได้ทำการบ้านมาอย่างดีแล้ว โดยพวกเขาก็ได้ทดลองใช้ระบบนี้มานานแล้วด้วย และได้ทดลองใช้ในศึกฟุตบอลคอนเฟเดเรชั่นส์ คัพเมื่อกลางปีที่แล้วมาแล้วด้วย ทำให้พวกเขามั่นใจว่ามันจะทำให้การตัดสินนั้นมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น และทางฟีฟ่าก็ยังมีข้อกำหนดข้อบังคับในการที่จะให้ผู้ตัดสินสามารถขอดูได้ด้วย คือต้องเข้าเงื่อนไขเช่นเป็นการฟาวส์ที่อยู่ในกรอบเขตโทษเป็นต้น ทำให้เวลาใช้งานจริงนั้นเกมจะได้ไม่หยุดบ่อยเกินไป ซึ่งถือว่าผลออกมาดีทีเดียว และยังมีส่วนช่วยตัดสินความถูกต้องในนัดชิงชนะเลิศด้วย ซึ่งเป็นที่มาของจุดโทษของอองตวน กรีซมันน์ ที่ทำให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์โลกได้ในที่สุด

ปกติแล้วฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ มักมีเรื่องต้องถกเถียงกันเป็นประจำว่าผู้ตัดสินตัดสินผิดพลาด และทำให้ผลนั้นออกมาเป็นอีกแบบหนึ่งไปเลย แต่กับฟุตบอลโลกหนนี้แทบไม่ต้องมีการพูดถึงและถกเถียงในเรื่องคำตัดสินของผู้ตัดสินอีกเลย เมื่อมีเทคโนโลยี่เข้ามาช่วยในการตัดสินให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น ซึ่งอันที่จริงแล้วถึงแม้ว่าเมื่อผู้ตัดสินได้ดู VAR ไปแล้ว แต่ก็ยังมีบางครั้งที่ตัดสินออกมาค้านสายตาแฟนบอลเช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้คงต้องเป็นเรื่องของอีโก้ของผู้ตัดสินบางคนเท่านั้น ที่บางครั้งเป่าพลาดไปแล้ว แต่ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนคำตัดสินของตัวเองในภายหลัง

Tagged with

เอสซาม เอล ฮาดารี่

   เอสซาม เอล ฮาดารี่ เคยเป็นนักเตะโนเนมที่แฟนฟุตบอลแทบไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ และไม่เคยย้ายมาค้าแข้งในทวีปยุโรปด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราอาจจะไม่รู้จักเขา แต่หากมองย้อนประวัติของนักเตะคนนี้ดีๆ แล้วจะเห็นได้ว่ามีเรื่องที่น่าสนใจมากมายเลยทีเดียว และเมื่อไม่นานนี้เขาก็ได้ถูกจารึกให้เป็นนักเตะประวัติศาสตร์ของศึกฟุตบอลโลกแล้วด้วย เมื่อเขาได้กลายเป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ได้ลงสนามในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ในนัดที่ทีมชาติอิยิปต์พ่ายให้กับซาอุดิอาราเบีย 1-2 ในวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมาด้วยอายุ 45 ปีกับอีก 161 วัน ซึ่งในวันนั้นเขาสามารถเซฟจุดโทษให้กับทีมได้ด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยทีมชาติอิยิปต์เก็บคะแนนแรกในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ ซึ่งการทำสถิติครั้งนี้ก็ได้ไปลงในกินเนส บุ๊ค เวิร์ลด์ เรคอร์ดเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย โดยก่อนหน้นี้สถิติเป็นของฟาริด มอนดราก้อน ผู้รักษาประตูทีมชาติโคลอมเบียที่เคยทำไว้เมื่อฟุตบอลโลก 2014 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยอายุ 43 ปีกับอีก 3 วัน โดยก่อนหน้านี้อีกเป็นสถิติของโรเจอร์ มิลล่า กองหน้าชาวแคเมรูนที่ทำไว้เมื่อฟุตบอลโลก 1994 ด้วยอายุ 42 ปี 1 เดือนกับอีก 8 วัน

อาชีพค้าแข้งของเอสซาม เอล ฮาดารี่ เริ่มต้นติดทีมชาติอิยิปต์เมื่อปี 1996 หลังจากนั้นมาเขาก็เป็นผู้รักษาประตูตัวหลักของทีมจากทวีปแอฟริกามาโดยตลอด และอยู่ในทุกชุดที่ทีมชาติอิยิปต์สามารถคว้าแชมป์แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพได้สำเร็จถึง 4 สมัยในปี 1998 2006 2008 และ 2010 ซึ่งเขาได้รับเลือกให้เป็นผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ถึง 3 ครั้งด้วยกัน และล่าสุดเขาก็ได้ประกาศรีไทร์เลิกเล่นให้กับทีมชชาติอิยิปต์เป็นที่เรีบร้ยอแล้วด้วย หลังจากที่รับใช้ชาติมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี แต่อาชีพค้าแข้งของเขายังคงดำเนินต่อไปอยู่ เมื่อหลังจากจบฟุตบอลโลกกลับมาไม่นาน เขาก็ตัดสินใจเซ็นต์สัญญากับทีมอิสไมลี่ ทีมในประเทศบ้านเกิดของเขาทันที ซึ่งถือว่าเป็นการหวนกลับมาอยุ่กับทีมนี้เป็นหนที่ 3 แล้วด้วย และก็ได้ลงประเดิมสนามให้ทีมในฤดูกาลใหม่ของลีกอิยิปต์ไปแล้วด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้อาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายในอาชีพค้าแข้งของเขาแล้ว ซึ่งก็ถือว่าเหลือเชื่อมากแล้วกับการเล่นฟุตบอลอาชีพด้วยอายุ 45 ปี ถึงแม้ว่าจะเป็นในตำแหน่งผู้รักษาประตูก็ตาม แต่ก็ไม่เคยมีใครเล่นถึงอายุเท่านี้มาก่อน ซึ่งน่าจะเป็นช่วงอายุที่ควรไปเลี้ยงหลานแล้วด้วยซ้ำ

เวลาแข่งขัน

    ในการคัดเลือกเจ้าภาพที่จะทำการจัดการแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ ต่างๆ ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ เลยที่จะผ่านการพิจารณาในด้านต่างๆ จนมาถึงรอบสุดท้าย และได้คัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพได้ ซึ่งต้องมีทั้งการเมืองที่ดี การขนส่ง และสาธารณูปโภคต่างๆ ต้องดีเยี่ยมด้วย โดยเฉพาะรายการใหญ่ๆ อย่างกีฬาโอลิมปิก หรือฟุตบอลโลกก็ตาม ที่ต้องใช้งบประมาณอย่างมากในการปรับปรุงด้านต่างๆ ทั้งสนามแข่งขัน และการขนส่งที่ต้องมีรองรับแฟนกีฬาที่จะเดินทางเข้าประเทศมาอย่างล้นหลาม ซึ่งคณะกรรมการก็จะพิจารณาเหตุผลเหล่านี้เป็นหลักในการเลือกประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมอย่างเราๆ จะได้รับผลกระทบโดยตรงตามมาก็คือความต่างของโซนเวลาที่เราอยู่กับ สถานที่จัดการแข่งขันหรือเจ้าภาพนั่นเอง ที่หากมีความแตกต่างกันมากเกินไปนั้น อาจจะทำให้เราได้มีโอกาสรับชมน้อย และอาจจะหมดสนุกไปกับมันด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นในศึกฟุตบอลโลก 2002 ที่มีประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพนั้น แฟนบอลชาวไทยนั้นมีโอกาสได้รับชมกันง่ายมาก ซึ่งอันนี้ไม่นับแฟนบอลที่อาจจะต้องทำงาน หรือว่าอาจจะติดเรียนก็ตาม เนื่องจาก Time zone ของประเทศเจ้าภาพแตกต่างกับประเทศไทยเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้เรารับชมฟุตบอลโลกกันตั้งแต่ฟ้าสว่าง คือตั้งแต่ช่วงประมาณบ่ายโมงเราก็สามารถรับชมกันได้แล้ว ทำให้แฟนบอลสามารถเข้าถึงการรับชมได้ทุกแมตช์ โดยไม่ต้องส่งผลเรื่องของการปรับเวลาในการนอนแต่อย่างใด แต่มันก็อาจจะลำบากอยู่บ้างกับ Time zone ของประเทศอื่นๆ ที่อาจจะเป็นเวลานอนของบางประเทศ

อันที่จริงแล้วอย่างในศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย การที่จะเลือกเจ้าภาพในแต่ละครั้งนั้นก็จะมีการหมุนเวียนไปยังทวีปต่างๆ อยู่ตลอด โดยในรอบ 4 ปีก็จะมีการเปลี่ยนทวีปที่จะเป็นเจ้าภาพไปเรื่อยๆ โดยตอนแรกจะมีทวีปหลักๆ ก็คือทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือที่จะผลัดกันเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกมาโดยตลอด ตั้งแต่ในยุคแรกๆ แล้ว แต่ระยะหลังด้วยความบูมของกีฬาฟุตบอล รวมถึงความเจริญทางบ้านเมืองต่างๆ ก็ทำให้มีประเทศจากทวีปอื่นเข้ามาเสนอจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันด้วย อย่างปี 2002 ที่เป็นครั้งแรกที่ทวีปเอเชียได้เป็นเจ้าภาพ และปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ ก็คือว่าเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกมาจัดกันที่ทวีปแอฟริกาเช่นกัน ซึ่งเวลาในการแข่งขันก็ปรับเปลี่ยนกันไป แต่เวลาที่มีผลกระทบของแฟนบอลชาวไทยที่สุดน่าจะเป็นเจ้าภาพที่มาจากแถบทวีปอเมริกา ที่ Time zone นั้นห่างกันมาก และมันกำลังจะมาถึงอีกครั้งใน 8 ปีข้างหน้านี้

 

แชมป์หน้าเก่า

            ในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อกลางปีที่ผ่านมา มีทฤษฏีสมคบคิดมากมายต่างๆ นาๆ ที่จะทำให้เชื่อว่าชาตินั้นชาตินี้จะเป็นแชมป์ ทั้งทฤษฏีที่ทีมชาติอังกฤษจะเป็นแชมป์เหมือนปี 1966 นื่องจากเชลซีจบอันดับ 5 ในลีกเหมือนกัน และเบิร์นลี่ย์ได้ไปเตะบอลยุโรปเหมือนกัน แต่สุดท้ายมันก็ไม่เกิดขึ้น แต่ในส่วนของทฤษฏีที่ปีฟุตบอลโลกที่ลงท้ายด้วยเลข 8 เช่น 1978 1998 ทีมที่ได้แชมป์ฟุตบอลโลกจะเป็นทีมที่ใส่เสื้อโทนสีฟ้า-น้ำเงิน ซึ่ง 2 สมัยก่อนหน้านี้เป็นทีมชาติอาร์เจนติน่าที่ได้แชมป์ปี 1978 และทีมชาติฝรั่งเศสในปี 1998 ซึ่งทฤษฏีนี้ถือว่าสำเร็จ และยังได้ไปลุ้นต่อในอีก 20 ปีข้างหน้าว่าคราวหน้าจะได้ไปต่ออีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนเชื่อก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นคือทายกันไว้ว่าแชมป์โลกคราวนี้ก็จะมาจากทีมที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้วนี่แหละ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ฟุตบอลโลกจัดมาทั้งหมด 20 ครั้งนั้นมีทีมชาติที่เคยได้แชมป์ไปแล้วเพียง 8 ชาติเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยทีมชาติบราซิล ทีมชาติเยอรมัน ทีมชาติอิตาลี ทีมชาติอาร์เจนติน่า ทีมชาติฝรังเศส ทีมชาติอุรุกวัย ทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติสเปนซึ่งเป็นแชมป์หน้าใหม่รายสุดท้ายที่ได้แชมป์เมื่อปี 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพ

การที่จะเชื่อว่าแชมป์โลกจะเป็นแชมป์หน้าเก่านั้นก็มาจากบรรดาทีมที่เคยได้แชมป์โลกมาแล้วที่กล่าวไปนี่แหละ ซึ่งก็ถือว่าปัจจุบันพวกเขาก็ยังเป็นเต็งแชมป์โลกในทุกครั้งที่ลงแข่งอยู่เสมอ มีเพียงทีมชาติอุรุกวัยเท่านั้นที่อาจจะไม่ได้เก่งเหมือนตอนแกรๆ ที่ทำการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว แต่นอกนั้นถือว่าสามารถเป็นแชมป์ในยุคนี้ได้ทั้งหมด ซึ่งฟุตบอลโลกที่ผ่านมาต้องขาดทีมชาติอิตาลีไปด้วยซ้ำ เท่ากับว่าเหลือเพียง 7 ทีมเท่านั้นที่ได้ผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งมีส่วนต่างเท่ากับ 25-7 เลยทีเดียว ระหว่างทีมที่มีโอกาสเป็นแชมป์หน้าใหม่ กับที่มีโอกาสเป็นแชมป์หน้าเก่า และเมื่อมันผ่านไปถึงรอบชิงชนะเลิศมันเป็นการพบกันระหว่างทีมที่เคยเป็นแชมป์มาแล้วกับทีมที่ยังไม่เคยเป็นแชมป์ด้วย ระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสพบกับทีมชาติโครเอเชีย แต่สุดท้ายแล้วทฤษฏีสมคบคิดข้างต้นมันก็กลับมาได้ผลอีกครั้ง และเป้นทีมชาติฝรั่งเศสที่สวมชุน้ำเงินเอาชนะทีมชาติโครเอเชียคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นแชมป์สมัยที่ 2 ของพวเขาแล้ว และโอกาสในฟุตบอลโลกครั้งต่อไปที่จะเป็นแชมป์หน้าเก่ามันก็ยังมีสูงมากอยู่ดี

เจ้าภาพอาจเปลี่ยน

    จากที่ตอนแรกที่ได้มีการโหวตไปแล้วว่าเจ้าภาพที่จะรับจัดการแข่งขันศึกฟุตอบโลกต่อจากประเทศรัสเวียในปี 2022 หรืออีก 4 ปีข้างหน้าจะเป็นประเทศกาต้าร์ ที่เอาชนะการโหวตไปได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปีก่อน แต่เมื่อล่าสุดเหมือนจะมีข่าวว่าอาจจะมีการเปลี่ยนเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ เนื่องจากได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นว่าเหมือนจะมีการโหวตที่ผิดกฏระเบียบของทางสมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าด้วย ซึ่งหากมีการตรวจสอบว่าทางประเทศกาต้าร์มีความผิดในการล็อบบี้ผลโหวตจริง อาจจะทำให้พวกเขาต้องถูกริบสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งหน้าทันที และจะเป็นประเทศอังกฤษที่ได้ส้มหล่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันแทน โดยกาต้าร์ผ่านการลงคะแนนรอบต่างๆ ในการบิดเลือกเจ้าภาพด้วยคะแนนเสียงอย่างล้นหลาม และสามารถเอาชนะประเทศสหรัฐอเมริกาได้ในรอบสุดท้ายด้วยคะแนนเสียง 14 ต่อ 8 คะแนน ซึ่งถือเป็นประเทศจากทวีปเอเชียประเทศแรกที่จะได้จัดฟุตบอลโลกแบบเต็มตัวเพียงประเทศเดียวเท่านั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้มีประเทศจากทวีปเอเชียที่ได้เป็นเจ้าภาพคือตอนปี 2002 ที่ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกัน

โดยทางประเทศกาต้าร์ได้วางแผนว่าจะใช้เมืองใหญ่ในการจัดการแข่งขัน และทำการสร้างสนามใหม่ทั้งหมด ซึ่งเสร็จไปเกือบจะหมดแล้วด้วย โดยแต่ละสนามมีความจุไม่ต่ำกว่า 40,000 ที่นั่งทุกสนาม  ซึ่งตอนแรกมีแนวคิดต่อต้านการจัดการแข่งขันที่ประเทศกาต้าร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นทะเลทราย ทำให้เกรงว่าจะมีอากาศที่ร้อนมาก และอาจจะเป็นอันตรายต่อนักฟุตบอลได้ ซึ่งทางกาต้าร์เตรียมการโดยการติดเครื่องปรับอากาศในทุกสนามการแข่งขันเลยทีเดียว ซึ่งเรียกได้ว่าพวกเขายอมทำทุกทางที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันให้ได้ ไม่ว่าจะเสียงบประมาณไปเท่าไหร่ก็ตาม และเหมือนว่าหากจะต้องจัดการแข่งขันที่กาต้าร์จริง จะต้องมาเตะกันในช่วงเดือนพฤศจิการยนด้วย ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกต่างๆ ในยุโรปได้ทำการแข่งขันไปแล้วทั้งนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงเรื่องสภาพอากาศ และอาจจะต้องมีการพักเบรคลีกกลางคัน ซึ่งแตกต่างจากตอนที่ประเทศอื่นเป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดการแข่งขันในช่วงปิดฤดูกาล ซึ่งเป็นช่วงที่ลีกในทวีปยุโรปได้ปิดฤดูกาลกันไปหมดแล้ว ทำให้ไม่ส่งผลกระทบอะไร แต่ปกติการจัดการแข่งขันในช่วงเดือนมิถุนายน ชาติจากเอเชียก็มีผลกระทบเช่นกัน เพราะเป็นช่วงที่ลีกใหญ่ๆ ในเอเชียอย่าง เจ ลีก ได้ทำการเตะกันไปแล้วครึ่งฤดูกาลด้วยซ้ำ ทำให้อาจจะมองได้สองมุม ซึ่งอาจจะต้องเป็นเวลาที่เสียสละของลีกจากยุโรปบ้างแล้ว ที่จะต้องมีการเบรคกลางคันเพื่อทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก

เสียดายแทนอุรุกวัย

    ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าน่าเสียดายแทนทีมชาติอุรุกวัยเป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายมาได้ด้วยการเก็บชัยชนะได้ทั้ง 3 นัดในรอบแรก จากการเอาชนะทีมชาติอิยิปต์ในนัดแรก 1-0 จากการโขกประตูชัยของโฮเซ่ คิมิเนซ ปราการหลังดาวรุ่งของทีม และนัดที่ 2 ก็เฉือนเอาชนะซาอุดิอาราเบียมาได้อีก 1-0 จากการทำประตูของหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวเก่งของทีม และนัดสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มที่พวกเขาเล่นกันได้อย่างยอดเยี่ยม และเอาชนะทีมชาติรัสเซียไปอย่างขาดลอย 3-0 โดยทั้งหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่ คู่กองหน้าระดับพระกาฬของทีมสามารถทำประตูได้ทั้งคู่ ทำให้ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มเอ และไขว้ไปพบกับทีมชาติโปรตุเกสที่จบเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มบี ซึ่งพวกเขาก็เริ่มต้นเกมได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการออกนำอย่างรวดเร็วจากจังหวะที่หลุยส์ ซัวเรซเปิดให้กาวานี่โหม่งเข้าไป หลังจากนั้นก็ถูกเปเป้ กองหลังโปรตุเกสตีเสมอ 1-1 ซึ่งถือเป็นประตูแรกที่ทีมชาติอุรุกวัยเสียในฟุตบอลโลกด้วย แต่สุดท้ายเป็นเอดินสัน กาวานี่ที่มาทำประตูชัยให้ทีมได้สำเร็จ แต่กองหน้าวัย 31 ปีดันได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในนัดนี้ด้วย

จากการเอาชนะทีมชาติโปรตุเกสผ่านเข้ารอบมาได้ ทำให้อุรุกวัยเก็บชัยชนะได้ทั้ง 7 นัดในการลงแข่งปี 2018 และไปพบกับทีมชาติฝรั่งเศสโดยเสียประตูในปี 2018 เพียงลูกเดียวจากเปเป้นัดก่อนหน้านี้เท่านั้น ทำให้พวกเขามีความมั่นใจทีเดียว แต่ว่าสิ่งสำคัญคือพวกเขาขาดเอดินสัน กาวานี่ กองหน้าตัวเก่งจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่บาดเจ็บจนไม่มีชื่อเป็นตัวสำรองในเกมนั้นด้วยซ้ำ และเป็นคริสเตียน สตัวนี่ลงมาเล่นแทน แต่ก็ไม่สามารถทดแทนกันได้ สุดท้ายจึงฟ่ายไป 0-2 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย และน่าจะเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของออสก้าร์ วอชิงตัน ตาบาเรซ กุนซือที่มีอายุ 71 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าน่าเสียดายมากเพราะเป็นการพ่ายแพ้ครั้งแรกในรอบปีของอุรุกวัย แต่กลับต้องตกรอบในที่สุด โดยนัดต่อไปของทีมชาติอุรุกวัยคือในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ที่จะเป็นเกมอุ่นเครื่องพบกับทีมชาติเม็กซิโกที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือ และก็อุ่นเครื่องกับทีมชาติบราซิลในวันที่ 11 กันยายนนี้ โดยจุดแข็งของทีมชาติอุรุกวัยยุคนี้ก็คือการมีกองหน้าระดับเทพอย่างหลุยส์ ซัวเรซ และเอดินสัน กาวานี่เป็นทีเด็ดในแดนหน้า